อุตสาหกรรมกับชุมชน

upload image

เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว มีการประชุมเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการสิ่งแวดล้อมของจังหวัดระยองที่สำนักงานนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ผมเองเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้อยู่ร่วมจนตลอดรายการ เพราะมีนัดหมายอื่นที่ต้องทำและนัดมาก่อนล่วงหน้าแล้ว เลยฟังอยู่ได้แค่ครึ่งวัน แต่การไปแค่ครึ่งวันก็ถือว่าคุ้มค่าสำหรับผม เพราะว่าได้เจอบุคคลสำคัญที่จะไปประสานงานต่อในอนาคตหลายคน

ก่อนปิดการประชุมภาคเช้าคุณอภิสิทธิ์ขึ้นไปนำเสนอปัญหาในพื้นที่ ผมนั่งฟังไปก็คิดไปเรื่อย บ้านเราเวลาทำงานเหมือนคนคิดไม่รอบคอบ คิดไม่ทั่ว อย่างนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เวลาสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกำหนดกลยุทธ์ว่า บนก๊าซธรรมชาติที่เราค้นพบในอ่าวไทย เราก็จะสร้างประเทศโดยการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องก๊าซธรรมชาติที่มีอยู่ จะมีการกำหนดว่าก๊าซธรรมชาติจะเอามาทำอะไรได้บ้าง เช่น ไฟฟ้า ปิโตรเคมี ขั้นต้น ขั้นปลาย หน่วยงานไหนจะรับไปทำอะไร เช่น

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตรับเรื่องไฟฟ้า
การปิโตรเลียมฯรับเรื่องการแยกก๊าซปิโตรเคมี
การนิคมฯรับเรื่องทีดิน Infrastructure
การเคหะฯรับเรื่องที่อยู่อาศัย
การรถไฟรับเรื่องการขนส่งทางรถไฟ
กรมทางหลวงรับเรื่องถนน
กรมชลประทานรับเรื่องน้ำ
พอแจกงานกันเรียบร้อยก็จะดูเหมือนดี แต่มันดีจริงไม่ได้ เพราะปัญหาคือการขาด Conductor ที่จะมากำกับจังหวะว่าอะไรก่อน อะไรหลัง ปล่อยให้ทุกคนวิ่งกันไปโดยอิสระ หน่วยงานไหนเก่งวิ่งได้เร็วก็ไปได้ก่อน หน่วยงานไหนช้าก็มาทีหลัง

บางเรื่องมาช้าก็ไม่เป็นไร แต่บางเรื่องพอมาช้าก็เสียหายจนแก้ไม่ได้ ไม่รู้ว่าจะแก้อย่างไรเหมือนกัน ตัวอย่างเช่น พื้นที่บริเวณเมืองใหม่มาบตาพุด ตั้งแต่ก่อนสร้างนิคมฯ ทุกคนรู้ว่าจากทิศทางลมจุดที่รับมลพิษมากที่สุดคือแถบเมืองใหม่มาบตาพุด นโยบายก็ออกมาชัดเจนว่า หยุดการเจริญเติบโตของมาบตาพุดเดิม และให้มาสร้างเมืองใหม่ทางทิศตะวันตกของนิคมอุตสาหกรรมแทน แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อกฎหมายผังเมืองก็ไม่ออก การเคหะฯ ก็ไม่มา ไม่มีใครไปเร่งมหาดไทย ไม่มีใครไปหยุดภาคอุตสาหกรรม ปล่อยให้ทุกคนวิ่งไปเรื่อยๆ ท่องอยู่อย่างเดียวว่าโชติช่วงชัชวาลๆ พอทุกอย่างมันเกิดขึ้นแล้วก็เป็นกรรมของประชาชนอย่างเรานี่แหละครับ ที่จะต้องแก้ไขข้อบกพร่องที่คนรุ่นเก่าเขาสร้างกันไว้ต่อไป

หลายท่านอาจจะดูหมิ่นความคิดผมว่า อย่าคิดว่ามีกฎหมายแล้วจะแก้อะไรได้เพราะการบังคับใช้กฎหมายบ้านเรามันประดักประเดิด ใช้ไม่ได้เต็มที่ เดินเหมือนคนขาเป๋เพราะระบบอุปถัมภ์ มันสามารถทำให้กฎหมายเป๋ไปทางไหนก็ได้ ไอ้นี่ก็ยอมรับว่าจริง เพราะสมัยที่ทำงานอยู่ในกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม มีกรณีแก้ไขผังเมืองมาเป็นเรื่องร้องเรียนอยู่ 2 ครั้งคือเรื่องบ่อขยะที่ราชาเทวะ สมุทรปราการ กับเรื่องนิคมเอเชียที่มาบตาพุด

กรณีราชาเทวะ ผมอ่านรายงานการประชุมกรรมการผังเมืองมาตลอดก็ยืนยันว่าไม่เปลี่ยนให้ใช้เป็นที่ทิ้งขยะมาตลอด แต่พอผู้ว่าราชการจังหวัดลงทุนมาชี้แจงด้วยตัวเอง กรรมการก็ยอมเปลี่ยนมติการใช้ที่ดินให้

กรณีนิคมอุตสาหกรรมเอเชีย เจ้าหน้าที่ที่มาชี้แจงในกรรมาธิการ ก็ทั้งยืนทั้งยันว่าไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนเงื่อนไขการใช้ที่ดิน แต่พอที่ปรึกษาผังเมืองยืนยันเรื่องการเปลี่ยน ก็สุดกำลังที่เจ้าหน้าที่จะทัดทาน ผมเองนั่งดูรายชื่อที่ปรึกษาผังเมืองของจังหวัดระยองอยู่หลายรอบ ก็ให้เกิดความสงสัยว่า เขามีหลักเกณฑ์ในการตั้งอย่างไร มีกติกาในทำงานอย่างไร

อุตสาหกรรมกับชุมชนมันเหมือนไก่กับไข่ที่แยกจากกันเด็ดขาดไม่ได้จริงๆ สักที พนักงานในภาคอุตสาหกรรมต้องการอาหาร และสิ่งของต่างๆ จากชุมชน ส่วนชุมชนก็ต้องการรายได้จากอุตสาหกรรม ผู้บริหารโรงงานคนไหนเข้าใจปรัชญาของการอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาอาศัยได้ ก็จะเกื้อกูลชุมชนให้มีชีวิตที่ดี มีรายได้จากโรงงานเติบโตไปด้วยกัน อยู่กันแบบเป็นมิตร

สมัยทำงานก่อสร้างโรงไฟฟ้าบางปะกงเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ผมไปเจอคนงานเก็บขยะกลุ่มหนึ่งเป็นแผลพุพองเต็มไปหมดทั้งไหล่และหลัง เลยพามารักษาที่สถานพยาบาลของโครงการ

พอรักษาเสร็จก็เข้าไปคุยกับเขา ได้ความว่าเป็นชาวบ้านที่อยู่รอบๆ โครงการก่อสร้าง มีอยู่คนหนึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้าน ชื่อผู้ใหญ่พลแกพาลูกบ้านมารับจ้างเป็นคนงานเก็บขยะ ลูกสาวชื่อจริงอะไรจำไม่ได้ ผมเรียกไอ้ภาจนติดปากก็มารับจ้างด้วย เจ้าของบริษัทฯ ที่เป็นนายจ้างก็กดค่าแรงมาก สมัยก่อนค่าแรงขั้นต่ำมันวันละ 48 บาท เขาก็ได้กันจริงๆ 36 บาทแถมเงินออกไม่ค่อยตรงเวลา ต้องไปกู้หนี้ยืมสินคนอื่นมาจนรุงรังไปหมด

ผมไปหารือกับคุณกมลชัย ภัทโรดมว่า เราจะช่วยชาวบ้านพวกนี้ได้อย่างไรบ้าง คุณกมลชัยท่านสอนว่า โรงงานกับชุมชนมันควรจะเจริญพัฒนาไปด้วยกัน ถ้าโรงงานร่ำรวย มีความเป็นอยู่เหมือนเทวดา แล้วปล่อยให้คนรอบข้างให้ทุกข์ยากเข็ญใจ ก็อย่าหวังว่าจะอยู่ได้อย่างเป็นสุข จะมีความเดือดร้อนมาหาไม่หยุดหย่อน แล้วท่านก็ให้ผมไปคิดมาว่าจะทำอย่างไร

ผมเลยไปกินข้าวหารือกับผู้ใหญ่พลและพรรคพวก ตัดสินใจกันว่าจะให้กลุ่มผู้ใหญ่พลและลูกบ้านไปจดทะเบียนตั้งบริษัทมา แล้วผมจะให้งานไปทำเอาค่าจ้างเอารายได้ไปเลี้ยงคนในชุมชน คิดได้แล้วผมก็กลับมาหารือคุณกมลชัยว่าจะเอาด้วยหรือเปล่า คุณกมลชัยก็โทรศัพท์ตามจัดซื้อกับการเงินมาคุยพร้อมกันทันที ท่านสั่งทั้งจัดซื้อและการเงินให้ Support ผมเต็มที่ และให้ช่วยดูว่าอะไรที่ผิดทำไม่ได้ ก็ให้คำแนะนำว่าจะให้ทำอย่างไร แต่ทุกคนต้องเข้าใจตรงกันว่า เราต้องการให้คนในชุมชนมีรายได้จากเราเติบโตไปกับเรา

พอได้ไฟเขียวจากผู้บังคับบัญชา ผมก็เรียกผู้ใหญ่พลกับพรรคพวกมาหาแล้วให้ตั้งกรรมการ 7 คนไปจดทะเบียนบริษัท ที่ต้องทำอย่างนี้เพราะกลัวว่าถ้าเป็นบริษัทของผู้ใหญ่พลคนเดียว ผู้ใหญ่พลก็จะรวยคนเดียว ลูกบ้านจนหมด เลยพยายามจะให้เป็นบริษัทของหมู่บ้าน

ผู้ใหญ่พลหายหน้าไป 2-3 วัน ก็กลับมาหาผมว่าให้ช่วยตั้งชื่อบริษัทให้หน่อยว่าจะชื่ออะไรดี ผมตอนนั้นอายุสัก 23-24 ปี กำลังห้าวสุดๆ ตอนแรกก็คิดว่าจะให้ชื่อว่าบริษัทหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน จำกัด แต่คิดไปคิดมากลัวว่าจะเป็นภัยต่อบริษัทเอง เลยตั้งชื่อใหม่ว่าบริษัท แรงงานไทย จำกัด ไม่สะใจแต่ปลอดภัยดี

พอจดทะเบียนตั้งบริษัทเสร็จ ก็เริ่มให้งานทันที หลังจากทำงานไปพักหนึ่งผมก็แวะไปเยี่ยมบ้าง เขาแวะมาหาบ้าง ก็เห็นว่าแต่งเนื้อแต่งตัวดีขึ้น มีสง่าราศีดีกว่าเดิมเยอะแยะทีเดียว ผมเองไม่ได้แจกงานไปให้ผู้ใหญ่พลคนเดียว ผู้ใหญ่ลมัยหรือชุมชนอื่นผมก็แจกไปให้เหมือนกัน เราก็อยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันได้ครับ

วันพฤหัสนี้ ถ้าไม่มีอะไรมาแทรก ผมตั้งใจว่าจะเขียนถึงหลักเกณฑ์การอนุญาตให้ใช้ที่ดินของอังกฤษว่าเขามีแนวทางอย่างไร

สำหรับการแก้ปัญหาของมาบตาพุดจะเริ่มต้นในอาทิตย์นี้ ผมต้องการผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำมาร่วมทีมครับ ใครรู้จักหรือมีความรู้ทางด้าน Hydrology โดยเฉพาะเรื่อง Surface water ช่วยแนะนำหน่อยบอกชื่อและเบอร์โทรศัพท์มาก็ได้ครับเดี๋ยวผมจะไปติดต่อเอง ขอบคุณมากครับ

ประกอบ เพชรรัตน์


***Please or to comment on this article

Miscellaneous Blog