ป้องกันไฟไหม้กองขยะ กับการตรวจวัดสภาพแวดล้อม

นันทิยา  ลาภสาธิต
ที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม
บริษัท เอ็นพีซี เซฟตี้ แอนด์ เอ็นไวรอนเมนทอล เซอร์วิส จำกัด
Nuntiya.L@npc-se.co.th

 

 

upload image

จากเหตุการณ์ไฟไหม้บ่อขยะขนาดใหญ่ ที่ตำบลแพรกษา อำเภอเมืองสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2557 ที่ผ่านมานั้น ก่อให้เกิดผลกระทบในด้านต่างๆ มากมาย ได้แก่

Ø ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม อันเกิดจากควัน และก๊าซพิษที่เกิดขึ้นจากการเผาไหม้ อาทิเช่น ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เป็นต้น

Ø ผลกระทบด้านสุขภาพอนามัยของประชาชน อนุภาคของฝุ่นที่เกิดจากการเผาไหม้ อาจทำให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคปอดมีอาการรุนแรงขึ้น หรืออาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดปัญหากับระบบทางเดินหายใจ

Ø ผลกระทบด้านการดำเนินการฝังกลบขยะมูลฝอย ขยะที่เกิดขึ้นในระหว่างที่เกิดไฟไหม้ และระหว่างการฟื้นฟูสถานที่กำจัดขยะมูลฝอย จะต้องหาสถานที่รองรับสำหรับการกำจัดขยะมูลฝอย

Ø ผลกระทบด้านสังคม ประชาชนโดยรอบสถานที่กำจัดขยะมูลฝอย อาจเกิดความหวาดระแวง เกิดการต่อต้าน ไม่ไว้ใจ ไม่ยอมรับต่อการดำเนินการกำจัดขยะมูลฝอย

จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้น ผลกระทบจากเหตุการณ์ไฟไหม้สถานที่กำจัดขยะมูลฝอย ก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง ดังนั้น สถานที่กำจัดขยะมูลฝอย จึงควรมีการดำเนินการป้องกันการเกิดเพลิงไหม้ ซึ่งแนวทางหนึ่งในการดำเนินการป้องกันการเกิดเพลิงไหม้ คือ “การตรวจวัดสภาพแวดล้อม”

การตรวจวัดสภาพแวดล้อม เพื่อป้องกันการเกิดไฟไหม้ ได้แก่ การตรวจวัดก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซมีเทน ก๊าซออกซิเจน ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์และอุณหภูมิ ซึ่งสามารถระบุถึงแนวโน้มของการเกิดไฟไหม้ได้

1.      อุณหภูมิ

การตรวจสอบอุณหภูมิที่ระดับความลึกต่างๆ ภายในบ่อฝังกลบขยะมูลฝอย มีประโยชน์มากสำหรับการประเมินความเสี่ยงในการเกิดไฟไหม้ที่บ่อฝังกลบ วิธีที่ดีที่สุดในการตรวจวัดอุณหภูมิ และเก็บตัวอย่างองค์ประกอบของก๊าซ คือ การเจาะบ่อ เพื่อทำการตรวจสอบโดยรอบบริเวณที่คาดว่า จะเกิดไฟไหม้ แต่ในระหว่างการขุดเจาะ ต้องระมัดระวังว่า อุปกรณ์ในการขุดเจาะ อาจทำให้เกิดไฟไหม้ หรือเกิดการระเบิดของก๊าซมีเทน ได้จากอากาศจำนวนมากที่ฉีดเข้าไป ดังนั้น จะต้องใช้อุปกรณ์ความปลอดภัย รวมทั้งเครื่องช่วยหายใจ และพัดลมระบายอากาศในระหว่างการปฏิบัติงาน ภายหลังจากมีการเจาะบ่อแล้ว จะต้องมีการใช้ท่อเหล็กเจาะรูสอดเข้าไป การตรวจวัดจะใช้อุปกรณ์ที่ตรวจวัดอุณหภูมิ (Thermometer) สอดลงไปในบ่อที่ได้เจาะไว้ เพื่อวัดอุณหภูมิที่ระดับความลึกต่างๆ ภายในบ่อฝังกลบ (เช่น วัดทุกๆ ระดับความลึก 5 เมตร)

การตรวจสอบอุณหภูมิที่ระดับความลึกต่างๆ สามารถบ่งชี้โอกาสของการเกิดไฟไหม้ที่บ่อฝังกลบได้ รายละเอียดดังตารางที่ 1

ตารางที่ 1  ความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิ และการเกิดไฟไหม้ที่บ่อฝังกลบ

อุณหภูมิ

การเกิดไฟไหม้ที่บ่อฝังกลบ

< 55 oC

อุณหภูมิปกติของบ่อฝังกลบ

55 – 60 oC

เกิดปฏิกิริยาเคมีของสิ่งมีชีวิต

60 – 70 oC

เกิดปฏิกิริยาเคมีผิดปกติของสิ่งมีชีวิต

> 70 oC

มีโอกาสที่จะเกิดไฟไหม้ที่บ่อฝังกลบ

 

2.      การติดตามตรวจสอบองค์ประกอบของก๊าซ

การตรวจสอบองค์ประกอบของก๊าซจากบ่อฝังกลบ ทำให้ทราบถึงความเสี่ยงในการเกิดไฟไหม้ที่บ่อฝังกลบที่ระดับความลึกต่างๆ สำหรับพารามิเตอร์ที่ควรตรวจวัด ได้แก่ มีเทน (CH4) ออกซิเจน (O2) คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) และไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) ซึ่งก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) เป็นตัวที่มีความสำคัญมากที่สุด ที่สามารถบ่งชี้ในการตรวจสอบการเกิดไฟไหม้ที่ระดับก้นบ่อ อีกทั้งระดับความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ยังสามารถบ่งชี้แนวโน้มของการเกิดไฟไหม้ที่บ่อฝังกลบขยะมูลฝอย รายละเอียดดังตารางที่ 2

ตารางที่ 2  ความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ และการเกิดไฟไหม้ที่บ่อฝังกลบ

ความเข้มข้นของ CO (ppm)

การเกิดไฟไหม้ที่บ่อฝังกลบ

0 – 25

ไม่มีการเกิดไฟไหม้

25 – 100

มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดไฟไหม้ในพื้นที่

100 – 500

มีการระอุในพื้นที่ใกล้เคียง

500 – 1,000

อาจเป็นไปได้ที่จะเกิดไฟไหม้ หรือเกิดปฏิกิริยาคายความร้อน

> 1,000

เกิดไฟไหม้ในพื้นที่

      สำหรับออกซิเจน ถ้ามีความเข้มข้นสูงกว่าร้อยละ 1 จะสามารถบ่งชี้ได้ว่า ตัวฉนวนที่ใช้ เช่น ดินหรือวัสดุปกคลุม ไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันไม่ให้ออกซิเจนลงสู่ก้นบ่อฝังกลบขยะมูลฝอย ในทางกลับกัน ถ้าก๊าซมีเทน มีระดับสูงเกินกว่าร้อยละ 40 ก็จะสามารถบ่งชี้ว่า ประสบความสำเร็จในการกำจัดก๊าซออกซิเจนออกจากบ่อฝังกลบ เนื่องจากแสดงว่า มีการเกิดปฏิกิริยาแบบไม่ใช้ออกซิเจน

ระหว่างเกิดเพลิงไหม้ ระดับความเข้มข้นของก๊าซออกซิเจนที่ใต้พื้นผิวในบริเวณที่เกิดไฟไหม้ จะมีค่าอยู่ในช่วงร้อยละ 15 – 21 และเมื่อทำการดับเพลิงประสบความสำเร็จ ระดับออกซิเจนจะลดลงอย่างต่อเนื่อง และเมื่อไฟดับแล้ว ระดับออกซิเจนจะลดลงต่ำกว่าร้อยละ 1

สำหรับก๊าซมีเทน และก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ ให้ตรวจวัดที่ระดับผิว โดยก๊าซมีเทน ควรมีค่าความเข้มข้นไม่เกินร้อยละ 5 ส่วนก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ ไม่ควรเกินร้อยละ 4 ซึ่งเสี่ยงที่จะทำให้เกิดไฟไหม้

สำหรับจุดตรวจวัดก๊าซและอุณหภูมิ แบ่งเป็น 2 กรณี คือ

Ø สถานที่กำจัดที่มีบ่อตรวจสอบก๊าซ หรือมีท่อระบายก๊าซ ควรทำการตรวจสอบบริเวณบ่อตรวจสอบก๊าซ หรือท่อระบายทุกๆ จุด ที่ระดับความลึกทุกๆ 5 เมตร จนถึงระดับผิว ส่วนความถี่นั้น ควรตรวจวัดทุกๆ เดือน แต่หากเป็นบ่อฝังกลบที่มีอายุยาวนาน หรือพบว่า มีความเสี่ยงที่จะเกิดไฟไหม้ที่บ่อฝังกลบ ความถี่ในการตรวจวัดอาจจะมากขึ้นก็ได้

Ø สถานที่กำจัดที่ไม่มีบ่อตรวจสอบ หรือท่อระบาย ควรจะทำการตรวจวัดอย่างน้อย 4 จุดบริเวณโดยรอบสถานที่กำจัด หรือหากเป็นไปได้ ควรดำเนินการตรวจสอบทุกๆ พื้นที่ 250 ตารางเมตร (50 x 50 เมตร) โดยทำการตรวจวัดที่บริเวณผิวหน้าของบ่อฝังกลบ และพิจารณาทิศทางของลมในการตรวจวัด โดยมีความถี่ในการตรวจวัดเช่นเดียวกับสถานที่กำจัดที่มีบ่อตรวจสอบหรือมีท่อระบายก๊าซ

หวังว่า ผู้อ่านทุกท่านจะได้รับความรู้เกี่ยวกับการตรวจวัดสภาพแวดล้อม เพื่อป้องกันไฟไหม้กองขยะกันแล้วนะคะ พบกันใหม่ในโอกาสต่อไปค่ะ

เอกสารอ้างอิง

1.  สำนักจัดการกากของเสีย และสารอันตราย กรมควบคุมมลพิษ. 2555. คู่มือแนวทางการระงับเหตุไฟไหม้ในสถานที่กำจัดขยะมูลฝอย.

2.  http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNNU5URXdPRGM1Tnc9PQ==&sectionid : วันที่ 20 มีนาคม 2557

 

 

 


***Please or to comment on this article

Fire Fighting Blog