ห่วงใยความปลอดภัยของภาคเกษตรกรรมไทย

upload image

ภาคเกษตรกรรมของประเทศไทยในปัจจุบันมีการพัฒนาโดยใช้เทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง สารเคมีทางการเกษตรจำพวกปุ๋ยเคมี สารเคมีกำจัดศัตรูพืช และฮอร์โมนพืชสังเคราะห์ ฯลฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้ผลผลิตที่สูงขึ้นในการลงทุนที่เท่าเดิมแต่ใช้เวลาสั้นลง สารเคมีที่ใช้ในภาคเกษตรกรรมมีคุณและโทษมหันต์หากใช้มากเกินความจำเป็น ซึ่งเรามักรับทราบข้อมูลจากสื่อต่างๆที่ออกมาให้ระมัดระวังผลผลิตที่ได้จากการเกษตรกรรม เช่นสารตกค้างที่หลงเหลือจากการใช้สารเคมี บางครั้งเราอาจลืมนึกถึงเกษตรกรผู้ใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม โดนแม้ว่าเกษตรกรจะใช้สารเคมีในปริมาณที่ถูกต้อง ในจำนวนที่ถูกควบคุมก็ตาม สารเคมีก็ยังมีโอกาสสัมผัสร่างกายและอวัยวะสำคัญได้

สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมได้มีการตรวจเลือดเกษตรกร ในปี 2011 จำนวน 533,524 คน ใน 74 จังหวัด พบว่า ผลเลือดอยู่ในระดับเสี่ยงและไม่ปลอดภัยคิดเป็น 32% ของผู้รับการตรวจทั้งหมด  และสรุปรายงานของสำนักระบาดวิทยา ในปีเดียวกันยังพบผู้ป่วยได้รับพิษจากสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชจากการทำงานและสิ่งแวดล้อม จำนวน 2,046 ราย เสียชีวิต 2 ราย โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาชีพทำเกษตรกรรม คิดเป็น 41.06%

ความเป็นพิษของสารเคมีทางการเกษตร

               ความเป็นพิษ หมายถึง โอกาสที่สารเคมีทางการเกษตรจะก่อให้เกิดอันตรายแก่มนุษย์ ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วสารเคมีทางการเกษตรจะต้องมีพิษ เพื่อให้สามารถกำจัดและควบคุมพืชหรือสัตว์ที่เป็นเป้าหมายได้ สารเคมีทางการเกษตรบางชนิดมีความเป็นพิษต่อมนุษย์มากกว่าชนิดอื่น ขณะเดียวกันร่างกายของแต่ละคนก็จะมีปฏิกิริยาต่อสารเคมีทางการเกษตรชนิดหนึ่งๆ แตกต่างกันอีกด้วย

การเจ็บป่วยด้วยพิษจากสารเคมีทางการเกษตร

               การเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นจากการรับสัมผัสสารเคมีทางการเกษตร มีทั้งแบบพิษเฉียบพลัน (Acute Toxicity) และพิษเรื้อรัง (Chronic Toxicity) การเจ็บป่วยแบบเฉียบพลัน หมายถึง การเจ็บป่วยที่เกษตรกรสามารถสังเกตอาการหรือความผิดปกติได้ภายหลังจากใช้หรือสัมผัสสารเคมีทางการเกษตรในระยะเวลาไม่นาน ซึ่งอาจรับสัมผัสเข้าไปในปริมาณมากครั้งเดียว หรือรับสัมผัสในปริมาณไม่มากแต่เป็นสารที่มีความอันตรายรุนแรงก็ได้ และถ้าหากอาการผิดปกตินั้นเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ก็จะเกิดการเจ็บป่วยแบบเรื้อรัง ซึ่งโดยทั่วไปมักเกิดจากการรับสัมผัสสารเคมีซ้ำๆ ต่อเนื่องเป็นเวลานาน

การรับสัมผัสสารเคมีทางการเกษตรเข้าสู่ร่างกาย

สารเคมีทางการเกษตร สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทาง ดังนี้

1. การสัมผัสทางผิวหนัง

โดยการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายผ่านทางผิวหนังและดวงตาซึ่งจะเกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่มีการรับสัมผัส

2. การรับสัมผัสสารทางปาก

อาจทำให้เกิดการเจ็บป่วยหรืออันตรายอย่างรุนแรง จนถึงขั้นเสียชีวิตได้ สารเคมีทางการเกษตรอาจเข้าสู่ระบบทางเดินอาหารได้โดยอุบัติเหตุ หรือ ด้วยความประมาทเลินเล่อ หรือ ด้วยความตั้งใจที่จะดื่มเข้าไป

3. การรับสัมผัสทางระบบหายใจ

โดยการหายใจเข้าไปทางปากและจมูก มีอันตรายเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากปอดสามารถดูดซึมสารเคมีทางการเกษตรและกระจายเข้าสู่ระบบไหลเวียนเลือดได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ สารเคมีทางการเกษตรบางชนิดยังทำลายเนื้อเยื่อจมูก ลำคอ และปอด หากหายใจเข้าไปในปริมาณที่มากพอ โดยเฉพาะกลุ่มไอระเหยและสารที่เป็นฝุ่นผงเล็กๆ เป็นอันตรายมากที่สุด

อาการบ่งชี้เมื่อได้รับสารพิษจากสารเคมีทางการเกษตร

อาการที่บ่งชี้ว่าได้รับพิษจากสารเคมีทางการเกษตรที่พบบ่อย ได้แก่ เกิดผื่นขึ้นตามร่างกาย ผิวหนังพุพอง ระคายเคืองตา ระคายเคืองคอ ระคายเคืองจมูก ตาพล่ามัว  มึนศีรษะ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย เหงื่อออกมากผิดปกติ อ่อนเพลีย กระหายน้ำผิดปกติ เป็นต้น

การป้องกันอันตรายจากสารเคมีทางการเกษตร

เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ได้รับสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสัตว์เข้าสู่ร่างกาย เกษตรกรหรือผู้ใช้งานสารเคมีทางการเกษตร ควรปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังนี้

·      เก็บสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสัตว์ในบรรจุภัณฑ์ของสารนั้น

·      ห้ามใช้ปากทำความสะอาดหรือดูดหัวพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสัตว์

·      เมื่อจะรับประทานอาหาร ดื่มน้ำ สูบบุหรี่ หรือ ใช้ห้องน้ำ ให้ออกจากบริเวณพื้นที่ที่มีสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสัตว์ และ ให้ล้างทำความสะอาดร่างกายก่อนเสมอ

·      ต้องอ่านฉลากบนบรรจุภัณฑ์เสมอ ซึ่งจะมีข้อความแสดงคำเตือนให้ระมัดระวังอันตรายกำกับอยู่ ได้แก่ อันตรายของสาร ช่องทางที่สารอาจเข้าสู่ร่างกาย และควรมีการสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคล (Personal Protective Equipment, PPE) ที่เหมาะสม

สารเคมีทางการเกษตรแทบทุกชนิดมีพิษหากได้รับเข้าสู่ร่างกายในปริมาณที่มากพอ แม้จะแตกต่างกันไปในส่วนของระดับความรุนแรง การทำงานสัมผัสกับสารเคมีเป็นประจำและต่อเนื่องเป็นเวลานานก็จะส่งผลต่อสุขภาพร่างกายของเกษตรกรได้ ดั้งนั้นจึงต้องมีการใช้ PPE ตามช่องทางการรับสัมผัส และประเภทความเป็นพิษของสารตามตารางด้านล่าง

ตารางแสดงอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลสำหรับการใช้สารเคมีทางภาคการเกษตรกรรม

ช่องทางการรับสัมผัส

อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล

การรับสัมผัสทางผิวหนัง

ชุดป้องกันสารเคมี (Coverall) สวมทับเสื้อแขนยาวและกางกางขายาว

รองเท้าป้องกันสารเคมี

ถุงมือป้องกันสารเคมี

การรับสัมผัสทางการหายใจ

หน้ากากกรองอากาศ

การรับสัมผัสทางดวงตา

ครอบตานิรภัยหรือแว่นตานิรภัย

 

              

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จากข้อมูลที่ได้กล่าวมาทั้งหมดทำให้ทราบถึงอันตรายจากสารเคมีในภาคเกษตรกรรมและการเผชิญหน้ากับภัยร้ายที่แฝงมากับกิจกรรมทางการเกษตร เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องจำเป็นต้องทราบถึงการจัดการที่ถูกต้อง เพราะถึงแม้ว่าเราจะควบคุมปริมาณการใช้สารเคมีเท่าใด แต่ในที่สุดแล้วเกษตรกรก็ยังต้องเผชิญหน้ากับสารเคมีอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ การสร้างความรู้ความเข้าใจเพื่อให้เกิดการตระหนักและรับรู้ถึงอันตราย ผลที่จะเกิดขึ้นและการป้องกันตัวด้วยอุปกรณ์ที่ถูกต้องถูกประเภทเป็นหนทางที่จะสามารถลดอัตราการเจ็บป่วยหรือการเสียชีวิตอันเนื่องมาจากสารเคมีได้ไม่มากก็น้อย


***Please or to comment on this article

Occupational Health Blog