อบรมความปลอดภัยครบวงจร จป อุปกรณ์ความปลอดภัย ข้อมูลด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม
 
 
thai l eng   เกี่ยวกับ NPC S&E   ติดต่อเรา / แผนที่ facebook
 
 
 
 
 เครื่องช่วยหายใจ
เครื่องช่วยหายใจ แบ่งออกเป็น 3 ชนิดคือ

1. ใช้ในการแพทย์

2. ใช้ในกิจการอุตสาหกรรม

3. ใช้ในภารกิจของทหาร (ยุทธภัณฑ์)

เครื่องช่วยหายใจในกิจการแพทย์ เป็นอุปกรณ์ช่วยหายใจเพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนในระบบหายใจให้มากกว่าปกติ 20.8% สำหรับคนป่วย เช่น เป็นลมหมดสติหรือโรคหัวใจโดยถังลมบรรจุด้วยออกซิเจน 100% หรือเรียกในเชิงพาณิชย์ว่า Medical Grade Oxygen ปกติห้ามใช้นานติดต่อกันเกิน 4 ชั่วโมงโดยอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของแพทย์ที่มีใบประกอบโรคศิลป์

เครื่องช่วยหายใจในภารกิจของทหาร เป็นอุปกรณ์ช่วยหายใจสำหรับงานรักษาความสงบเรียบร้อยของราชการตำรวจและทหารที่มีขีดความสามารถป้องกันแก๊สน้ำตา CN (alpha-Chloroaceto-phenone), CS (Ortho-Chloro benzylidene Malononitrile) ที่ราชการตำรวจใช้ควบคุมฝูงชน ก่อความไม่สงบเรียบร้อย เช่นการเดินขบวนหรือประท้วงต่าง ๆ การก่อการจลาจลตลอดจนมีขีดความสามารถในการป้องกันอาวุธ เคมีและเชื้อโรค (Chemical-Biological Warfare ) เช่น Bacillus Anthracis Spore, Sarin Gas(GB), Mustard Gas(H), Phosgene(CG)Hydrogen Cyanide(AC) ที่ใช้ต่อต้านการก่อการร้าย โดยที่อุปกรณ์ดังกล่าวประชาชนทั่วไปไม่สามารถหาซื้อมาใช้ได้ เนื่องจากประเทศผู้ผลิตมีมาตรการควบคุมการใช้ การส่งออกที่ต้องมีใบอนุญาตและการรับรองจากภาครัฐบาลระดับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงกลาโหม ลงนามพร้อมประทับตราเพื่อขออนุมัติ ฯ

เครื่องช่วยหายใจในกิจการอุตสาหกรรม เป็นอุปกรณ์ช่วยหายใจที่ใช้ในกิจการอุตสาหกรรมและดับเพลิงสำหรับผู้ที่ต้องเข้าไปปฏิบัติงานในพื้นที่อันตราย และพื้นที่อับอากาศ (Confined Spaces) ซึ่งมีออกซิเจนในอากาศน้อยกว่าปกติหรือมีปริมาณสารพิษอยู่ในเกณฑ์ "อันตราย" ตามมาตรฐาน ANSI/CGA G-7.1-1989 ซึ่งกำหนดไว้ว่า ถ้าในบรรยากาศรอบๆบริเวณมีปริมาณออกซิเจนน้อยกว่า 19.5% หรือมีสารพิษอยู่ในเกณฑ์ "อันตราย" แล้วต้องใช้เครื่องช่วยหายใจชนิดอากาศอัดหรือมีแหล่งจ่ายอากาศเพื่อการหายใจและห้ามใช้หน้ากากกรองก๊าซพิษเด็ดขาดโดยแยกเป็นประเภทใหญ่ๆได้ 2 ประเภท คือ

􀁺เครื่องช่วยหายใจสำหรับสู้ภัย (ผจญภัย) หรือกู้ภัย(Rescue Operation)

􀁺เครื่องช่วยหายใจสำหรับหนีภัย

เครื่องช่วยหายใจสำหรับสู้ภัย(ผจญภัย) มาตรฐานของ ANSI/NFPA 1981-1992 EDITION ได้แก้ไขมาตราฐานความปลอดภัยในการใช้เครื่องช่วยหายใจของพนักงานดับเพลิงจากเดิมที่อนุญาตให้ใช้เครื่องช่วยหายใจชนิดตัวกรองสารเคมี(Filter Type, Canister Masks) ในข้อกำหนดอุปกรณ์ดับเพลิงข้อ 19B เป็นให้ใช้เฉพาะเครื่องช่วยหายใจชนิดมีแหล่งจ่ายอากาศหายใจหรืออากาศอัดเท่านั้น และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ 31 พฤษภาคม 2524 ซึ่งรวมไปถึงอุปกรณ์ต้อง

1. Pressure Demand Respiratory Protection

2. มีอายุการใช้งานต้องไม่น้อยกว่า 30 นาที

3. สามารถจ่ายอากาศได้มากกว่า 150% ของความต้องการของ NIOSH (กำหนดขั้นต่ำไว้ 40 ลิตร/นาที)

4. ผ่านการ Thermal Shock Test

5. การสั่นสะเทือน 9 ชั่วโมง โดยไม่ชำรุดเสียหาย

6. สายสะพายและอุปกรณจับยึดเป็นวัสดุทนไฟ(Flame and Heat Resistance)

7. ทนต่อการกัดกร่อนของเกลือ 5% เมื่อนำไปแช่ไว้นาน 48 ชั่วโมง

8. การใช้งานในห้องฝุ่น 1 ชั่วโมง โดยปกติ

9. วัสดุที่ทำช่องมอง(Lens) ต้องชุบผิวแข็งเพื่อป้องกันรอยขีดข่วนทั้งสองด้าน

10. การสื่อคำพูดในระยะ 5 ฟุต จะมีคุณภาพเสียงลดลงไม่มากกว่า 28%

เครื่องช่วยหายใจชนิดอากาศอัด หรือแหล่งจ่ายอากาศหายใจ มี 2 ชนิด คือ

􀁺 ชนิดถังติดตัว (Self Contained Breathing Apparatus.

􀁺 ชนิดถังติดตั้งประจำที่ หรือเครื่องอัดลมประจำที่ (Air-Line Respirator.)

ชนิดถังติดตัว (Self -Contained Breathing Apparatus) ในสมัยแรกเป็นชนิดที่เรียกว่า Demand Type คือ ชนิดที่เมื่อหายใจเข้าภายในหน้ากากจะ มีกำลังดันบรรยากาศติดลบ ปัจจุบันสภาพการใช้งานทั่วไปมีความเกี่ยวข้องกับสารพิษจึงพัฒนาขึ้นมาเป็นระบบ Pressure Demand โดยที่ไม่ว่าจะหายใจเข้าหรือออก ภายในหน้ากากจะมีสภาพเป็นบวก คือ มีกำลังดันประมาณ 1 นิ้ว-น้ำ ตลอดเวลาเพื่อป้องกันมิให้แก๊สรั่วซึมเข้าไปภายในหน้ากากในจังหวะหายใจเข้าอันจะเป็นอันตรายต่อระบบหายใจ โดยทั่วไปจะมีถังอัดอากาศสำหรับ หายใจ โดยอากาศสำหรับหายใจต้องมีคุณภาพ อากาศสูงกว่า Grade D. ตามมาตรฐาน ANSI/ CGA G-7.1-1989 สำหรับการใช้งานบนบก และสูงกว่า Grade E. สำหรับกีฬาดำน้ำที่ลึกไม่เกิน 125 ฟิต ลักษณะทั่วไปคือ ผู้ใช้จะต้องสะพายถังลมติดตัว อาจจะสะพายหลัง หรือสะพายเฉียงหรือสะพายที่สะโพกก็ได้ มีอายุ การใช้งานตั้งแต่ 5 นาทีจนถึง 1 ชั่วโมง

ชนิดถังติดตั้งประจำที่หรือเครื่องอัดลม ประจำที่ (Air-Line Respirator) เนื่องจากงานบำรุงรักษาโดยทั่วไปจำเป็น ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจนานกว่า 1 ชั่วโมง หรือนานกว่าอายุการใช้งานของเครื่องช่วยหายใจสะพายหลังและ/หรือสถานที่ซึ่งเครื่องช่วยหายใจสะพายหลังไม่สามารถเข้าไปในพื้นที่ได้ก็ต้องใช้ระบบที่เรียกว่าเครื่องช่วยหายใจชนิดสายอัดลม (Air-Line Respirator.) ซึ่งมีแบบต่างๆคือ

-Constant Flow เป็นชนิดที่จ่ายอากาศหายใจเข้าหน้ากากตลอดเวลาไม่ว่าจะหายใจหรือไม่ โดยทั่วไปจ่ายอากาศจากเครื่องอัดอากาศโดยตรง

-Demand Type เป็นแบบที่จ่ายอากาศ ภายในให้หายใจเมื่อสูดหายใจเข้าเท่านั้น และในขณะหายใจเข้ากำลังดันบรรยากาศภายในหน้ากากจะมีค่าเป็นลบ คือ น้อยกว่าบรรยากาศปกติ

- Pressure Demand เป็นแบบพัฒนาล่าสุด โดยภายในหน้ากากจะมีกำลังดันเป็นบวกตลอดเวลา ไม่ว่าจะหายใจเข้าหรือออก

โดยทั่วไปอุปกรณ์จะประกอบด้วย

-ถังลม หรือเครื่องอัดลมชนิด Oil Less

-อุปกรณ์ทำความสะอาดอากาศ

-ท่อทางลม

-ชุดเครื่องช่วยหายใจ

คำเตือน ในกรณีที่นำไปใช้ในพื้นที่อันตรายอย่างยิ่งยวด จะต้องเป็นระบบที่มีถังลมติดตัวสำรอง 5 นาทีเพื่อใช้หนีภัยในกรณีที่ระบบลมหรือสายลมขัดข้อง

เครื่องช่วยหายใจสำหรับหนีภัย (Escape Masks) โดยทั่วไปเป็นอุปกรณ์ที่ไม่เข้าข่ายอุปกรณ์ ผจญภัย เช่น หน้ากากชนิดมีตัวกรองทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นแบบกลไก หรือกรองด้วยสารเคมี และมีอายุการใช้งานน้อยกว่า1 ชั่วโมง รวมถึงเครื่องช่วยหายใจชนิดมีแหล่งจ่ายอากาศที่มีอายุการใช้งาน

หน้ากากชนิดตัวกรอง (Air Purifying) แบ่งตามชนิดหน้ากาก

-แบบครึ่งหน้า (ปิดปาก จมูก แต่เปิดตา) ป้องกันสารพิษ (เมื่อใช้ตัวกรองสารพิษ) ได้ไม่เกิน 10 เท่าของ TLV-TWA

- แบบเต็มหน้า (ปิดปาก จมูกและปิดตา) ป้องกันสารพิษ (เมื่อใช้ตัวกรองสารพิษ) ได้ไม่เกิน100 เท่าของ TLV-TWA

ตัวกรอง (Filters) แบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆได้ 3 ประเภท คือ

- Aerosol Filters กรองด้วยระบบกลไก(Mechanical Filtrations) เป็นไส้กรอง ธรรมดาเพื่อกรองฝุ่นผงละอองต่างๆ ทำจากผ้ากรองหรือผงถ่าน (Carbon) ที่อาจจะมีระบบไฟฟ้าสถิตเข้าช่วยในการกรองซึ่งไม่ยอมให้ฝุ่นขนาดโตกว่า 0.3 micron ผ่าน

- Chemical Cartridge ตัวกรองสารเคมีโดยจะทำการกรองสารเคมีอันตรายด้วยกระบวน การปฏิกิริยาเคมี 2 ชนิดแล้วมีผลให้สารพิษที่ต้องการกรองเป็นกลางหรือเปลี่ยนสภาพเป็นสารอื่นเช่น การกรองสาร Chlorine ด้วยโซดาไฟ ก็จะใช้ ปฏิกิริยาทางเคมีของ กรด+ด่าง เท่ากับ เกลือ+น้ำ (NaOH+CI2 = H2O+NaCI) โดยที่ตัวกรองแต่ละชนิดก็จะมีขีดความสามารถในการกรองเฉพาะตัวเท่านั้น

-แบบผสมทั้งสองแบบที่กล่าวข้างต้น เพื่อยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานขึ้น

ข้อควรระวัง! ขีดจำกัดและอันตรายจากอุปกรณ์ ช่วยหายใจชนิดตัวกรอง

1. มาตรฐาน ANSI/MSHAและ NIOSH ห้ามใช้ในบริเวณ ที่มีปริมาณออกซิเจนน้อยกว่า 19.5% เพราะจะทำให้ปริมาณออกซิเจนไม่เพียงพอสำหรับการหล่อเลี้ยงสมองซึ่งอาจทำให้หมดสติ ปัญญาเสื่อม หรือ อาจเป็นเจ้าชายนิทราได้

2. เป็นอุปกรณ์ที่ไม่มีการเตือนว่า ไส้กรองต่างๆ อายุการใช้งานหมดหรือยัง ต้องใช้ประสบการณ์เป็น เครื่องชี้แนะ เช่น

-กลิ่นและสิ่งแปลกปลอม

-การหายใจสะดวกหรือไม่

-มีอาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นเหียน อาเจียน

-ความร้อนหรืออุณหภูมิของตัวกรองใน ขณะใช้งาน

-ประสาทสัมผัสในการระวังภัย

-การระคายเคืองตาหรือไม่ (ในกรณีเป็นหน้ากากเต็มหน้า)

3. หน้ากากกรองสารเคมี มีอายุการใช้งานโดยขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของสารพิษและความสามารถเฉพาะตัวของตัวไส้กรองเอง โดยทั่วไป จะไม่เกิน 1% ซึ่งเท่ากับ 10,000 PPM.(Part Per Million) ในกรณีที่มิได้ระบุปริมาณความเข้มข้นของสารเคมี-สารพิษ ความสามารถในการกรองคือ

- หน้ากากครึ่งหน้า ทุกชนิดมีความสามารถ 10 เท่าของ TLV-TWA.

- หน้ากากเต็มหน้า มีความสามารถ 100 เท่าของ TLV-TWA

4. ตัวกรองสารเคมีทุกชนิดมีอายุการใช้งาน ต้องตรวจเช็คตลอดเวลาว่า อายุการใช้งานหมดหรือไม่ โดยทั่วไปไส้กรองสารเคมีจะมีอายุการใช้งาน คือ

- การเก็บรักษาโดยไม่แกะหีบห่อบรรจุ3 ปี นับจากวัน-เดือน-ปีที่ผลิต หรือระบุวันหมดอายุ

- เปิดใช้งานแต่ไม่พบสารที่กรองมีอายุ6 เดือน

5. ตัวกรองสารเคมีเมื่อเปิดใช้และกรองสารเคมีหรือสารพิษแล้ว ควรใช้ครั้งเดียวแล้วจำหน่ายทิ้ง เพราะสภาพการใช้งานผู้ใช้ไม่อาจจะทราบว่า จะได้พบกับความเข้มข้นของสารเคมีหรือสารพิษระดับใด นอกจากชนิดที่มี Warning Indicator ให้ถือปฏิบัติตามคู่มือการใช้ของตัวกรองนั้นๆ

6. เนื่องจากตัวกรองของ Chemical Cartridge เป็นสารเคมี-สารพิษ ห้ามสวมใส่หน้ากากป้องกันสารเคมีนี้ เมื่อยังไม่พบหรือต้องการกรองสารเคมีเด็ดขาด เพราะสารเคมีในตัวกรองก็เป็นอันตรายเมื่อไม่สัมผัสกับสารเคมี-สารพิษที่ต้องการจะกรอง

การตัดสินใจเลือกใช้เครื่องช่วยหายใจ การตัดสินใจเลือกใช้เครื่องช่วยหายใจ

เป็นแผนงานที่ใช้สำหรับกรณีฉุกเฉิน หรือในกรณี ที่แผนงานด้านวิศวกรรมปกติไม่สามารถควบคุมได้โดยมีหลักการพิจารณาปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้องในบริเวณที่ต้องปฏิบัติ คือ

1. พิจารณาว่าอุปกรณ์ที่ใช้จะใช้ในภารกิจร่วมกับงานดับเพลิงด้วยหรือไม่

2. ปริมาณออกซิเจนในบริเวณพื้นที่ปฏิบัติการมีน้อยกว่า 19.5% หรือไม่ ถ้าน้อยกว่าก็ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจชนิดอากาศอัดหรือมีแหล่งจ่ายอากาศเท่านั้น ปริมาณสารไวไฟต่างๆอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยหรือไม่

3. ในกรณีที่ปริมาณออกซิเจนน้อยกว่า 19.5% ลักษณะการใช้งานจะใช้เพื่อ

-งานปกติ (Routine Usage)

-งานหนีภัย(Escape Use)

4. เลือกชนิดของเครื่องช่วยหายใจตามขีดความสามารถของผู้ผลิตโดยขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของสารเคมี-สารพิษ ในพื้นที่ปฏิบัติงาน (ถ้าเลือกต่ำกว่าเกณฑ์ อาจเป็นอันตรายถึงบาดเจ็บและเสียชีวิตได้)

5. ต้องตรวจเช็คปริมาณสารเคมี-สารพิษ ว่ามีมาก-น้อยเพียงใด มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทราบคุณสมบัติและคุณลักษณะเฉพาะของสารเคมี-สารพิษ ตลอดจนวิธีการตรวจวัดเมื่อเกิดการรั่วไหล แผนฉุกเฉินเมื่อเกิดอุบัติเหตุค่าความปลอดภัย (Threshold Limit Values)ค่าอันตราย (Immediately Dangerous to Life and Health Concentrations) การปฐมพยาบาล ตลอดจนข้อแนะนำการเลือกใช้อุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคลจากแหล่งข้อมูล เช่น TLVs ฉบับล่าสุด Chemical Hazards Hand Book, Material Safety Data Sheet (MSDS) และเปรียบเทียบกับค่าความปลอดภัยของสถาบันที่ท่านยอมรับมาตรฐาน อาจจะเป็นสถาบัน ACGIH, OSHA, NIOSH หรือสถาบันอื่น

6. การตัดสินใจก็คือ ถ้าความเข้มข้นต่ำกว่าข้อแนะนำหรือข้อกำหนด ก็ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ป้องกัน แต่ถ้าสูงกว่ามาตรฐานก็ต้องเลือกใช้ตามคำแนะนำของสถาบันที่ท่านยอมรับ

7. ศึกษาข้อมูลความสามารถของเครื่องช่วยหายใจสูงสุดของผู้ผลิต ทั้งในกรณีของการปฏิบัติงานปกติ และงานหนีภัย

8. ในกรณีที่ท่านเลือกใช้เครื่องช่วยหายใจชนิดตัวกรองตามความเข้มข้นของสารเคมี-สารพิษ ท่านต้องระลึกอยู่เสมอว่าตัวกรองของท่านทำหน้าที่กรองสารพิษ-สารเคมี มิได้ทำหน้าที่จ่ายหรือผลิตออกซิเจน จึงห้ามใช้หน้ากากตัวกรองในบริเวณที่มีออกซิเจนน้อยกว่า 19.5% เด็ดขาด

9. ในกรณีที่ในบริเวณที่ปฏิบัติงาน มีสารเคมี-สารพิษมากว่า 1 ชนิด ก็ต้องคำนวณหาค่าความปลอดภัยรวม (T Mixture) จากสูตร

T Mixture = ค่าความปลอดภัยรวม

C Mixture = ค่า TLV.รวมของ C1, C2, C3

C1, C2, C3 = ความเข้มข้นของสารเคมี สารพิษแต่ละชนิดในบริเวณที่ปฏิบัติการ

T1, T2, T3 = ค่า TLV.เฉพาะของสารเคมีสารพิษที่เกี่ยวข้อง

10. ปัจจัยอื่นๆประกอบ

- ความยากง่ายทั้งในการใช้และบำรุงรักษา อุปกรณ์

- ความรวดเร็ว มาตรฐานการผลิต และการซ่อมบำรุง ข้อมูลประกอบต่างๆ เช่น ชิ้นส่วนอะไหล่ ค่าแรง ตลอดจนถึงการบริการต่างๆ หลังการขายเมื่อพ้น Warranty การฝึกอบรมและอื่นๆ

การบำรุงรักษาเครื่องช่วยหายใจ

- การตรวจเช็คก่อนใช้งาน

- การตรวจสภาพหลังใช้งาน และการบันทึกประวัติเนื่องจากเครื่องช่วยหายใจเป็นอุปกรณ์ช่วยชีวิตเพื่อใช้ในบริเวณหรือสถานที่ที่ซึ่งเป็น อันตรายอย่างยิ่งยวด การบำรุงรักษาจะต้องดำเนินการโดยผู้มีความรู้เฉพาะด้าน เพราะถ้าพลาดพลั้งผู้ใช้มีโอกาสได้รับอันตรายจากอย่างน้อยที่สุดคือ บาดเจ็บจนถึงเสียชีวิตได้ทันที ประการสำคัญหลังใช้งานทุกครั้ง ผู้ใช้ต้องตรวจสภาพความเรียบร้อย ทำความ สะอาด(กำจัดเชื้อแบคทีเรีย) และเก็บเข้าถุงกันฝุ่นให้เรียบร้อยเพื่อความสะดวกในการที่จะใช้งานในโอกาสต่อไป

รายละเอียดทางเทคนิคเฉพาะตัวผลิตภัณฑ์ (Technical Specifications) ให้ผู้ติดต่อผู้ขาย-ผู้ผลิตหรือวิศวกรเฉพาะเรื่องโดยตรง

บทความโดย อ.ทองเพียร ฉายเทียมรัช ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านอุปกรณ์ช่วยหายใจ

ที่มา : safetylifethailand     17พ.ค.2553
 
 
 
 
 
   
 
    ตัวพิมพ์ใหญ่   ตัวพิมพ์เล็ก   ตัวเลข
กรุณานำโค้ดจากด้านบนมากรอกในช่องด้วยค่ะ