อบรมความปลอดภัยครบวงจร จป อุปกรณ์ความปลอดภัย ข้อมูลด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม
 
thai l eng เกี่ยวกับ NPC S&E ติดต่อเรา / แผนที่
 
 
 
 การแบ่งชนิดเครื่องแต่งกายเพื่อการป้องกัน (Classification of Protective Clothing)

เครื่องแต่งการเพื่อการป้องกัน (Protective Clothing) หมายถึง เครื่องแต่งกายต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

- ชุดคลุมมิดชิดทั้งตัว (Fully encapsulating suits)

- ชุดคลุมไม่มิดชิดทั้งตัว(Nonencapsulating suits)

- ถุงมือ รองเท้าบู๊ท และที่คลุมศีรษะ (Gloves, boots, and hoods)

- ชุดนักดับเพลิง(Firefighter’s protective clothing)

- ชุดป้องกันในระยะประชิด(Proximity or approach clothing)

- ชุดป้องกันระเบิดหรือสะเก็ดระเบิด (Blast or fragmentation suits)

- ชุดป้องกันรังสี(Radiation-protective suits)

ชุดนักดับเพลิง ชุดป้องกันในระยะประชิด ชุดป้องกันระเบิดและชุดป้องกันรังสี

โดยของมันเองไม่เป็นที่ยอมรับว่ามีคุณสมบัติเพียงพอในการป้องกันอันตรายจากสารเคมี

ข้อมูลต่อไปนี้คือรายละเอียดของเครื่องแต่งกายเพื่อการป้องกันชนิดต่าง ๆ โดยจะเป็นการบรรยายถึงลักษณะทั่วไป คุณสมบัติในการป้องกันและข้อพิจารณาในการเลือกใช้งาน

ชุดคลุมมิดชิดทั้งตัว(Full encapsulating sults)

ลักษณะทั่วไป เป็นเครื่องแต่งการตัดเย็บเป็นชิ้นเดียวสำหรับคลุมทุกส่วนของร่างกายโดยที่ส่วนซึ่งเป็นรองเท้าบู้ทและถุงมือสามารถจะใช้เป็นแบบตัดเย็บเต็มชุด แบบถอดเปลี่ยนได้ หรือแบบแยกต่างหากก็ได้

คุณสมบัติในการป้องกัน ป้องกันการสาดกระเซ็น ฝุ่น ก๊าซ และไอสารเคมี

ข้อพิจารณาในการเลือกใช้งาน เป็นชุดที่ความร้อนในร่างกายไม่สามารถเล็ดรอดออกไปได้ซึ่งทำให้ผู้สวมใส่อยู่ในสภาวะร้อนจัด (Heat stress)โดยเฉพาะเมื่อใช้งานร่วมกับเครื่องช่วยหายใจชนิดมีถังอากาศในตัว (SCBA)ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้เนื้อผ้าที่สามารถระบายความร้อนได้ดี ที่สำคัญคือ เป็นชุดที่ทำให้ความคล่องตัวทัศนวิสัย รวมไปถึงการสื่อสารของผู้สวมใส่มีประสิทธิภาพลดลง

ชุดคลุมไม่มิดชิดทั้งตัว(Nonencapsulating suits)

ลักษณะทั่วไป เป็นชุดแต่งการที่มีส่วนประกอบสำคัญคือ เสื้อ ที่คลุมศรีษะ กางเกงหรือเอี๊ยม รวมถึงชุดหมี(Coverall)ที่ปกคลุมร่างกายทั้งส่วนบนและส่วนล่างด้วยผ้าซึ่งตัดเย็บเป็นชิ้นเดียวกัน

คุณสมบัติในการป้องกัน ป้องกันการสาดกระเซ็น ฝุ่นและวัตถุอื่น ๆ แต่ไม่สามารถป้องกันก๊าซและไอสารเคมี รวมทั้งไม่ได้ป้องกันร่างกายส่วนศีรษะและคอ

ข้อพิจารณาในการใช้งาน ห้ามใช้งานในบริเวณที่สารเคมีสาดกระเซ็นและเกิดก๊าซฟุ้งกระจายหนาแน่น ผู้สวมใส่อาจเกิดความร้อนจัด และควรใช้เทปปิดทับส่วนต่อต่าง ๆ เช่น ระหว่างปลายแขนเสื้อกับถุงมือ ปลายขา กางเกงกับรองเท้าบู๊ท เป็นต้น

ส่วนเสริมเพื่อป้องกัน(Additional Protector)

ลักษณะทั่วไป เป็นส่วนเสริมต่าง ๆ เช่น ผ้ากันเปื้อน (Aprons)ปลอกแขน (Sleeve protectors) สนับแข้ง (Leggings)ผ้ากันเปื้อนที่มีทั้งถุงมือและปลอกแขนในตัว รวมถึงผ้าคลุมแขน และขาแยกต่างหาก โดยทั่วไปจะใช้สวมทับชุดคลุมไม่มิดชิดทั้งตัว (Nonencapsulating suits)

คุณสมบัติในการป้องกัน ให้การป้องกันเสริมสำหรับชุดคลุมไม่มิดชิดทั้งตัว โดยเฉพาะส่วนหน้าอก ส่วนแขนตั้งแต่ข้อศอกลงไปและหน้าแข้ง

ข้อพิจารณาในการใช้งาน ใช้เมื่อมีความจำเป็นโดยสวมทับชุดคลุมไม่มิดชิดทั้งตัวแทนที่จะสวมชุดคลุมมิดชิดทั้งตัว เพื่อไม่ให้ผู้สวมใส่ร้อนเกินไป เหมาะสมและมีประโยชน์สำหรับการทำงานในลักษณะที่ร่างกายทุกส่วนจะไม่ไปสัมผัสกับสารปนเปื้อนโดยตรง เช่น การเก็บตัวอย่างอากาศ การติดป้ายสารเคมี งานวิเคราะห์สภาพบรรยากาศ ฯลฯ

ชุดนักดับเพลิง (Firefighter’s protective clothing)

ลักษณะทั่วไป ประกอบด้วย เสื้อ กางเกง ถุงมือ หมวก เป็นไปตามมาตรฐานNFPA 1971,1972,1973 และบู้ทตามมาตรฐาน 1974

คุณสมบัติในการ ป้องกัน ป้องกันความร้อนและเศษวัตถุต่าง ๆ แต่ไม่สามารถป้องกันก๊าซไอสาร การซึมผ่าน (Permeation) หรือการทำให้เสื่อมคุณภาพ (Degradation)โดยสารเคมีทั้งนี้ มาตรฐาน NFPA 1971 กำหนดให้เสื้อและกางเกงจะต้องมีผ้าชั้นนอก (Outer shell)ผ้าชั้นใน (Inner liner)และตัวกั้นไอน้ำ (Vapor barrier)ที่มีอัตราการซึมผ่านของน้ำน้อยกว่า 25 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว (25 lb/in2) หรือ 1.8 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร (18Kg/cm2)เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำร้อนจากการดับเพลิงซึมผ่านเข้ามายังผิวหนังของผู้สวมใส่

ข้อพิจารณาในการใช้งาน เป็นชุดที่ทำการชำระสารปนเปื้อนได้ยาก ไม่ควรสวมใส่ในพื้นที่ที่มีก๊าซ ไอสาร การกระเซ็น หรือการซึมผ่านของสารเคมีโดยไม่มีเครื่องป้องกันเพิ่มเติม

ชุดป้องกันในระยะประชิด(Proximity or approach clothing)

ลักษณะทั่วไป เป็นชุดชิ้นเดียวหรือแยกเสื้อและกางเกง พร้อมที่คลุมรองเท้าบู๊ท ถุงมือและที่คลุมศีรษะ ทำด้วยผ้าไนล่อนหรือผ้าฝ้ายเคลือบผิวด้านนอกด้วยอะลูมิไนซ์ (Aluminized) โดยปกติทั่วไปใช้สวมทับชุดป้องกันอื่น ๆ เช่น ชุดดับเพลิงชุดหมีด้านเปลวไฟ (Flame-retardant coveralls)

คุณสมบัติในการป้องกัน ป้องกันการสาดกระเซ็น ฝุ่น ก๊าซ และไอสารเคมี

ข้อพิจารณาในการใช้งาน เป็นชุดที่ความร้อนในร่างกายไม่สามารถเล็ดรอดออกไปได้ซึ่งทำให้ผู้สวมใส่อยู่ในสภาวะร้อนจัด (Heat strees) โดยเฉพาะเมื่อใช้งานร่วมกับเครื่องช่วยหายใจชนิดมีถังอากาศในตัว (SCBA)ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้เนื้อผ้าที่ระบายความร้อนได้ดี ประการสำคัญ เป็นชุดที่ทำให้ความคล่องตัว ทัศนวิสัยและการสื่อสารของผู้สวมใส่มีประสิทธิภาพลดลง

ชุดป้องกันระเบิดหรือสะเก็ดระเบิด(Blast or fragmentation sults)

ลักษณะทั่วไป เป็นชุดเสื้อ กางเกง และเสื้อกั๊กกันสะเก็ดระเบิด ผ้าห่มกันระเบิด (Bomb Blankets)และอุปกรณ์รับแรงระเบิด (Bomb carriers)

คุณสมบัติในการป้องกัน ป้องกันในกรณีเป็นการระเบิดขนาดเล็ก ผ้าห่มหรือตะแกรงสามารถเบนทิศทางของแรงระเบิดและสะเก็ดระเบิดได้

ข้อพิจารณาในการใช้งาน โดยพื้นฐานแล้วชุดนี้จะไม่มีอุปกรณ์ป้องกันเสียงดังจากการระเบิด จะต้องจัดหาเพิ่มเติม

ชุดป้องกันกัมมันตรังสี (Radiation protective suits)

ลักษณะทั่วไป เป็นชุดป้องกันการปนเปื้อนรังสีหรือกัมมันตรังสี มีหลายรูปแบบ มีจัดประสงค์ในการใช้งานคือ ปกป้องอนุภาครังสีไม่ให้เข้ามาสัมผัสกับผิวหนังของผู้สวมใส่

คุณสมบัติในการป้องกัน ป้องกันอนุภาครังสีเบตาและอัลฟ่า แต่ไม่สามารถป้องกันรังสีแกมม่า

ข้อพิจารณาในการใช้งาน ออกแบบมาเพื่อป้องกันผิวหนังไม่ให้สัมผัสกับอนุภาครังสีเมื่อมีตรวจพบว่ามีการแพร่กระจายของรังสี จะต้องขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ และอพยพผู้คนออกไปจนกว่าจะสามารถวัดค่าอันตรายได้

ชุดหมีต้านเปลวไฟ/ไฟ (Flame/fire retardant coveralls)

ลักษณะทั่วไป เป็นชุดหมีที่ปกติแล้วจะสวมไว้ด้านใน

คุณสมบัติในการป้องกัน ป้องกันไฟที่เกิดจากประกายไฟหรือไฟที่ลุกติดขึ้นอย่างรวดเร็ว

ข้อพิจารณาในการใช้งาน เป็นเสื้อผ้าที่เสริมเข้ามา ทำให้ต้องเพิ่มพื้นที่การสวมใส่และน้ำหนักมีมากขึ้น ผู้สวมใส่จะมีปัญหาเรื่องความร้อน อึดอัดและเคลื่อนไหวไม่คล่องตัว

การแบ่งชนิดเครื่องแต่งกายเพื่อป้องกันสามารถแบ่งย่อยลงไปได้อีกด้วยปัจจัยหรือเงื่อนไขต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

1. การออกแบบ(Design)

2. ประสิทธิภาพ (Performance)

3. อายุการใช้งาน(Service Life)

1. การออกแบบ แบ่งตามลักษณะของเครื่องกายที่มีเป้าหมายในการป้องกันส่วนใดของร่างกายโดยตรง เช่น

-ถุงมือ

-รองเท้าบู๊ท

-ผ้ากันเปื้อน เสื้อ ชุดหมี

-ชุดป้องกันทั้งตัว

ในการตอบโต้เหตุฉุกเฉินสารเคมี การกำจัดวัตถุอันตราย และการปฏิบัติงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย ชุดป้องกันชนิดที่ยอมรับให้ใช้คือ ชุดคลุมมิดชิดทั้งตัว และชุดคลุมไม่มิดชิดทั้งตัวหรือชุดป้องกันการกระเซ็นของสารเคมีเสริมด้วยรายการอื่น ๆ ที่จำเป็น เช่น ถุงมือหรือบู้ทป้องกันสารเคมี ทั้งนี้ จะพิจารณาตามลักษณะการออกแบบโดยไม่มีการนำเรื่องประสิทธิภาพเข้ามาพิจารณา

2. ประสิทธิภาพ สมาคมป้องกันอัคคีภัยแห่งชาติสหรัฐฯ(NFPA)แบ่งชนิดของชุดป้องกัน ตามประสิทธิภาพดังต่อไปนี้

2.1 ชุดป้องกันไอสาร(Vapor protective suits)ตามมาตรฐาน NFPA 1991ใช้ในบริเวณที่มีก๊าซหนาแน่นและมีความเป็นไปได้ที่จะมีการสัมผัสสารเคมี ชุดป้องกันชนิดนี้เทียบเท่าชุดป้องกันระดับ Aตามข้อกำหนดของ EPA

2.2 ชุดป้องกันการกระเซ็นของสารเคมี (Liquid-splash protective suits)ตามมาตรฐาน NFPA 1992ให้การป้องกันสารเคมีที่เป็นของเหลวในลักษณะการสาดกระเซ็น แต่ไม่สามารถป้องกันในลักษณะการสัมผัสของเหลวอย่างต่อเนื่อง หรือสัมผัสสารเคมีในรูปของก๊าซหรอืไอสารชุดป้องกันชนิดนี้ตรงกับชุดป้องกันระดับ B ของ EPAสิ่งสำคัญที่ต้องระลึกไว้ก็คือ ในการสวมชุดชนิดนี้ ผู้สวมใส่มีโอกาสจะสัมผัสกับก๊าซหรือไอสารเคมี เนื่องจากไม่มีประสิทธิภาพป้องกันก๊าซอย่างแน่นหนา (Gas-tight performance) ดังนั้น จึงควรปิดรอยต่อหรือส่วนเปิดต่าง ๆ ของชุดด้วยเทปกาวเพื่อเสริมการป้องกันให้ดีขึ้น

2.3 เสื้อผ้าที่เป็นส่วนสนับสนุนการป้องกัน(Support function protective garments) ตามมาตรฐาน NFPA 1993 เป็นชุดที่ให้การป้องกันการสาดกระเซ็นของสารเคมีได้ด้วย แต่มีข้อจำกัดในการป้องกันด้านกายภาพ อาจจะประกอบขึ้นด้วยเสื้อผ้าที่แยกจากกันหลายชิ้น (ชุดหมี ที่คลุมศีรษะ ถุงมือและบู๊ท เป็นต้น) จุดประสงค์ในการใช้งานคือ ใช้ในกรณีไม่ฉุกเฉิน กรณีไม่มีสารไวไฟซึ่งสามารถระบุอันตรายของสารเคมีได้แน่ชัดแล้ว ตัวอย่างเช่น การใช้ชุดป้องกันในระยะประชิดในกระบวนการผลิตสารเคมี การชำระล้างสารเคมี งานทำความสะอาดวัสดุอันตราย และการฝึกอบรม

พึงระลึกไว้เสมอว่า ชุดป้องกันชนิดนี้ไม่ควรใช้ในงานตอบโต้เหตุฉุกเฉินสารเคมีหรือในสถานการณ์ที่ไม่สามารถระบุชนิดหรืออันตรายของสารเคมีได้อย่างชัดเจน

หมายเหตุ

-ค่าความต้องการมาตรฐาน NFPA ที่ระบุไว้สำหรับชุดป้องกันสารเคมีใด ๆ เป็นค่าขั้นต่ำที่ผู้ผลิตจะนำไปเป็นค่าประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ตัวเองซึ่งจะต้องมีการทดสอบอย่างเข้มงวดทั้งตัวชุดและวัสดุที่ใช้ก่อนจะได้ใบรับรองจากมาตรฐานนี้ ทั้งนี้ ผู้ผลิตต้องแสดงเอกสารผลการทดสอบและรายละเอียดสินค้าทั้งหมดให้กับผู้ซื้อ

-เสื้อผ้าเพื่อป้องกันควรคลุมทั้งตัวผู้สวมใส่ และอุปกรณ์ป้องกันระบบหายใจที่ใช้โดยทั่วไปแล้วไม่ได้ออกแบบให้มีความสามารถในการป้องกันการปนเปื้อนสารเคมี

ชุดป้องกันระดับ Aมีลักษณะพื้นฐานตรงตามความต้องการดังกล่าวนี้ ขณะที่ระดับ Bอาจมี SCBAอยู่ข้างนอกหรือข้างในชุดก็ได้แต่เพื่อความมั่นใจสูงสุด อุปกรณ์ป้องกันระบบหายใจของผู้สวมใส่ชุดป้องกันระดับ Bควรอยู่ข้างในชุดเนื่องจากเป็นมาตรการที่ดีในการป้องกันความผิดพลาดและลดปัญหาการปนเปื้อนสารอันตรายสำหรับชุดป้องกันระดับ Cใช้หน้ากากและไส้กรองซึ่งจะต้องอยู่ด้านนอกของชุดเป็นปกติอยู่แล้ว

3. อายุการใช้งาน โดยทั่วไปจะแบ่งออกเป็น 3ชนิดคือ

a. ชนิดใช้งานครั้งเดียว(Single use)

b. ชนิดจำกัดการใช้งาน(Limited use)

c. ชนิดสามารถนำกลับมาใช้งานใหม่ได้(Reusable)

ที่มา : safetylifethailand     20ก.ค.2554
 
 
 
 
 
   
 
    ตัวพิมพ์ใหญ่   ตัวพิมพ์เล็ก   ตัวเลข
กรุณานำโค้ดจากด้านบนมากรอกในช่องด้วยค่ะ