อบรมความปลอดภัยครบวงจร จป อุปกรณ์ความปลอดภัย ข้อมูลด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม
เกี่ยวกับ NPC S&E ประชาสัมพันธ์/สมัครงาน คลังความรู้ บริการที่ปรึกษาฯ แบบสอบถาม    
 
 
 
 
  เขตควบคุมมลพิษ


 อยากรู้จังครับว่าถ้ามาบตาพุดประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษแล้วจะมีผลกระทบยังไงกับโรงงานปัจจุบันและโครงการในอนาคต

เห็นเขากลัวกันจัง แต่ไม่ทราบเหตุผล
คุณ :   จป.มาบตาพุด   เมื่อ :   19/3/2550 12:29:16   E-mail :   
 
ความคิดเห็นที่ :
 1
 
 อยากทราบเหมือนกัน จะมีมาตรการอะไร ใครรู้ ช่ยบอกหน่อยครับ
  คุณ :   จป.ระยอง  เมื่อ :   19/3/2550 14:10:10  E-mail :   
 
ความคิดเห็นที่ :
 2
 
 ตุลาคม 2548 กรีนพีซฯ ประเทศไทยเสนอรายงาน Thailand Air : Poison Cocktail อะไรอยู่ในอากาศความลับที่คนมาบตาพุดและคนไทยยังไม่รู้ พบว่า สารอินทรีย์ระเหย (VOC) เกินระดับเฝ้าระวังของประเทศสหรัฐอเมริกา หลายประเภท ดังนี้
- สารเบนซีน ( 7.7-15 มคก./ลบ.ม.) สูงกว่าระดับเฝ้าระวังฯ 60 เท่า
- ไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ ( 5.4 – 19 มคก./ลบ.ม) สูงกว่าระดับการเฝ้า
ระวังฯ 86 เท่า)
- คลอโรฟอร์ม (10 มคก./ลบ.ม) (สูงกว่าระดับการเฝ้าระวังฯ 119 เท่า)
- เอทรีลีนไดคลอไรด์ (150 – 250 มคก./ลบ.ม.) สูงกว่าระดับการเฝ้า
ระวังฯ 3378 เท่า

มติ กก.วล. วันที่ 17 พฤษภาคม 2542 ให้ดำเนินการศึกษาความสามารถในการรองรับสารมลพิษทางอากาศในพื้นที่มาบตาพุด

กนอ. ร่วมกับ คพ. สผ. กรอ. และผู้ประกอบการในพื้นที่ศึกษา โดยใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ โดยได้ว่าจ้าง บริษัท ซีคอท จำกัด ดำเนินการศึกษา
ให้ กนอ. ดำเนินการวิเคราะห์ใหม่ โดยใช้ข้อมูลจริงในพื้นที่ โดยผลการศึกษาคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนกุมภาพันธ์ 2549 พร้อมกับให้เสนอแผนงาน วิธีการที่เป็นไปได้ในการควบคุมมลพิษทางอากาศในพื้นที่มาบตาพุด
การตรวจวัดสารระเหยอินทรีย์บริเวณพื้นที่มาบตาพุด

จากการสำรวจสารอินทรีย์ระเหยโดยเก็บตัวอย่าง 24 ชั่วโมง(ต.ต.48-พ.ย.48)
พบสารอินทรีย์ระเหยมากกว่า 40 ชนิด ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง 20 ชนิด
พบสารอินทรีย์ระเหยก่อมะเร็งที่มีค่าเกินระดับการเฝ้าระวังคุณภาพอากาศในบรรยากาศของ US-EPA (EPA Region 6 Screening Level) จำนวน 19 ชนิด
โดยสูงกว่าระดับการเฝ้าระวังฯ ตั้งแต่ 1.3 – 693 เท่า

  คุณ :   nut  เมื่อ :   19/3/2550 14:15:15  E-mail :    hotdog07-2550@hotmail.com
 
ความคิดเห็นที่ :
 3
 
 แผนงานการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ในพื้นที่อุตสาหกรรมมาบตาพุดและบริเวณโดยรอบ

แผนงานการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ในพื้นที่อุตสาหกรรมมาบตาพุดและบริเวณโดยรอบ (ซึ่งต่อไป จะเรียกว่า “ แผนฯ ”) เป็นการวางแนวทางและโครงสร้างการบริหารและจัดการ
งานด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของพื้นที่พัฒนา เพื่อการส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมภายในตำบล
มาบตาพุดและตำบลบ้านฉาง จังหวัดระยอง (ซึ่งต่อไป จะเรียกว่า “ พื้นที่บริหารจัดการ ”) ที่มีอยู่ในปัจจุบัน
ให้เป็นระบบหมวดหมู่และสอดประสานกับการพัฒนาทางสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรม โดยการกำหนดกรอบ
ให้ส่วนแบ่งทางอุตสาหกรรมเข้าร่วมรับผิดชอบต่อการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ
คุณภาพชีวิตของส่วนแบ่งภาคประชาชน
ด้วยหลักในการจัดการโดยการศึกษาถึงสภาพปัจจุบันในลักษณะเชิงพื้นที่ ครอบคลุมทั้งทรัพยากรทางกายภาพ ทางชีวภาพ คุณค่าการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ และคุณภาพชีวิต การสังเคราะห์ลำดับเหตุและผล
ในด้านสิ่งแวดล้อม ความสามารถในการรองรับเชิงพื้นที่ รวมทั้งองค์ประกอบของผู้ก่อผลกระทบ
และผู้รับผลกระทบที่มีอยู่ร่วมกันในปัจจุบัน ด้วยกระบวนการตรวจสอบที่น่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับ
โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดความยอมรับในการพัฒนาที่เข้ามาสู่พื้นที่การจัดการ ด้วยนวตกรรมการประชาสัมพันธ์สมัยใหม่อย่างครบวงจร เพื่อให้ความเจริญก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจควบคู่กับการบริหารจัดการ
ด้านทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และการดำรงชีวิตของมนุษย์ร่วมกันอย่างยั่งยืน

1.วัตถุประสงค์ของแผนฯ

วัตถุประสงค์ของแผนฯ เพื่อการพัฒนาร่วมกันเชิงพื้นที่ มี 4 ประการ ดังนี้
1) รวบรวมและวิเคราะห์แนวทางการดำเนินงานด้านการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ และแนวทางการดำเนินงานด้านมวลชนสัมพันธ์ ทั้งในระดับโรงงานและในระดับภาพรวมของทั้งพื้นที่การจัดการให้เป็นระบบ
2) กำหนดกรอบแนวทางในการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ โดยศึกษาสถานภาพสิ่งแวดล้อม และผลกระทบมีอยู่ในปัจจุบันภายในพื้นที่การจัดการ
3) กำหนดแนวทางในการปฏิบัติและการจัดองค์กรในการบริหารและจัดการด้านสิ่งแวดล้อม เป็นกลุ่มงานในแต่ละภารกิจภายในพื้นที่การจัดการ
4) กำหนดแนวทางการบริหารจัดการด้านการประสานงาน การประชาสัมพันธ์ กิจกรรมสาธารณประโยชน์ และการพัฒนาภาพลักษณ์ที่ดีของการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมควบคู่ไปกับการดูแลจัดการ
ด้านสิ่งแวดล้อมและการดูแลทรัพยากรมนุษย์ ด้วยนวตกรรมการประชาสัมพันธ์สมัยใหม่อย่างครบวงจร
การดำเนินการเพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของแผนฯ ถือได้ว่าเป็นการขยายแผนงานตามวิสัยทัศน์การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ข้อ 2 ที่ว่า "มีมาตรฐานระบบสาธารณูปโภค การจัดการสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยสากล" และข้อที่ 3 ที่ว่า "มีคุณประโยชน์เป็นแหล่งเรียนรู้ มีคุณค่าแก่ชุมชน ตลอดจนสังคมโดยรอบ" ด้วยการขยายขอบเขตความรับผิดชอบและการให้บริการ ตลอดจนการจัดวางโครงสร้างคณะทำงานให้สอดคล้องเหมาะสม
2. พื้นที่เป้าหมาย
แผนงานการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ในพื้นที่อุตสาหกรรมมาบตาพุดและบริเวณโดยรอบ มีเป้าหมายเพื่อการประกาศความรับผิดชอบในภารกิจงานด้านการบริหารจัดการทรัพยากร-
ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ครอบคลุมพื้นที่ส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมและพื้นที่ชุมชนโดยรอบของตำบลมาบตาพุด อำเภอเมือง และตำบลบ้านฉาง อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน คือ
1) พื้นที่ส่วนที่ใช้มาตรการเพื่อการจัดการ ได้แก่
1.1) พื้นที่อุตสาหกรรมภายในตำบลมาบตาพุดและตำบลบ้านฉาง ประกอบด้วย
นิคมอุตสาหกรรม มาบตาพุด นิคมอุตสาหกรรมตะวันออก นิคมอุตสาหกรรมผาแดง และนิคมอุตสาหกรรมเอเชีย
1.2) โรงงานอุตสาหกรรมโดยรอบพื้นที่อุตสาหกรรม ประกอบด้วย
บริษัท ผลิตไฟฟ้าระยอง จำกัด บริษัท ไทยแทฟพิต้า จำกัด บริษัท เอเพ็คปิโตรเคมีคอล จำกัด และโรงแยกก๊าซธรรมชาติของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
2) พื้นที่โดยรอบที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการเข้ามาของโครงการอุตสาหกรรม ได้แก่
ชุมชนโดยรอบบริเวณพื้นที่อุตสาหกรรม ครอบคลุมพื้นที่ 214 ตารางกิโลเมตร
ใน 2 ส่วนการปกครอง ได้แก่
2.1) ชุมชนภายในเขตเทศบาลมาบตาพุด มีจำนวน 25 ชุมชน พื้นที่ 166 ตารางกิโลเมตร ได้แก่
ชุมชนวัดโขนหิน ชุมชนห้วยโป่ง ชุมชนอิสลาม ชุมชนบ้านเขาไผ่ ชุมชนมาบชลูด ชุมชนชากลูกหญ้า ชุมชนบ้านบน ชุมชนมาบข่า ชุมชนคลองน้ำหู ชุมชนมาบยาชุมชนหนองหวายโสม ชุมชนหนองแฟบ ชุมชนวัดโสภณ ชุมชนบ้านเพลง ชุมชนบ้านล่างชุมชนกรอกยายชา ชุมชนหนองบัวแดง ชุมชนวัดมาบตาพุด ชุมชนตากวน-อ่าวประดู่
ชุมชนหนองน้ำเย็น ชุมชนตลาดห้วยโป่ง ชุมชนซอยร่วมพัฒนา ชุมชนเกาะกก-หนองแตงเมชุมชนสำนักกะบาก และ ชุมชนตลาดมาบตาพุด
  คุณ :   nut  เมื่อ :   19/3/2550 14:32:21  E-mail :    hotdog07-2550@hotmail.com
 
ความคิดเห็นที่ :
 4
 
 3. กระบวนการกลั่นกรองแผนฯ (Situation Analysis)

กระบวนการกลั่นกรองแผนฯ เป็นขั้นตอนศึกษาเพื่อให้ได้แนวทางและทิศทางในการจัดวาง แผนงานและยุทธวิธี ซึ่งจะนำมาประกอบเป็นฐานของการบริหารจัดการในส่วนของภาคอุตสาหกรรม
ให้สามารถพัฒนาไปข้างหน้าร่วมกันกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ การดูแลคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบได้อย่างประสานสอดคล้อง
โดยการศึกษาวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูล การกำหนด/รับทราบปัญหา และรวบรวมแผนงาน/โครงการพัฒนา การวิเคราะห์ผลกระทบ ตลอดจนประเมินระดับความสามารถในการรองรับ พร้อมวิเคราะห์
ความต้องการในระดับพื้นที่ ทั้งทางด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพชีวิต และการนำเสนอภาพลักษณ์ของการพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงบวกและศักยภาพที่มีอยู่ในปัจจุบัน จากที่กระจัดกระจายให้เป็นระบบหมวดหมู่และมีลำดับขั้นตอน การวางกรอบงานในการตรวจสอบ ด้านสิ่งแวดล้อมที่มีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือ เพื่อให้เกิดศักยภาพในการพัฒนา และดูแลรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ดังนั้นเพื่อให้สามารถสนองตอบตามวัตถุประสงค์ของแผนที่กำหนดไว้ทั้ง 4 ประการ (ดูรายละเ ** ยดในหัวข้อที่ 1 ประกอบ) มีแนววิธีการดำเนินงาน 9 ขั้นตอน ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 การประชุมเพื่อรับทราบการประกาศเขตควบคุมมลพิษ
ภายหลังที่ได้รับทราบความประสงค์เบื้องต้นของกรมควบคุมมลพิษ ที่จะประกาศให้พื้นที่อุตสาหกรรมมาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยสำนักงานใหญ่ร่วมกับนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดได้เชิญตัวแทนจากโรงงานอุตสาหกรรมเข้าร่วมประชุม เพื่อหาข้อสรุป-เบื้องต้นเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และประเมินทิศทางและเหตุการณ์ต่อเนื่องภายหลังหากประกาศ
เป็นเขตควบคุมมลพิษ และในเบื้องต้นได้สรุปความเห็นร่วมกันที่จะจัดทำแผนฯ นี้ขึ้น

ขั้นตอนที่ 2 ศึกษากรอบวิสัยทัศน์ในการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม
จากการประชุมรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้มีการแบ่งความเกี่ยวเนื่องของการบริหารจัดการออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ (1) ผู้ที่ถูกกำหนดให้มีมาตรการในการจัดการ และ (2) ผู้ที่รับผลกระทบจาก
การดำเนินกิจกรรมภาคอุตสาหกรรม โดยขอบเขตของกลุ่มและพื้นที่ศึกษามีบางส่วนเป็นพื้นที่ที่อยู่ใน
ความรับผิดชอบของการนิคมอุตสาหกรรม ในขณะที่ส่วนใหญ่อยู่นอกพื้นที่ความรับผิดชอบของการนิคมอุตสาหกรรม การบริหารจัดการจึงต้องอาศัยการใช้อำนาจและการดูแลขององค์การบริหารการปกครองใน
หลายระดับ โดยมีภาพรวมในระดับจังหวัดเป็นหลักและผสานแนวทางในการบริหารจัดการของท้องถิ่น (เทศบาลและ อบต. เป็นต้น) กับการบริหารจัดการของการนิคมอุตสาหกรรมเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด และมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ

  คุณ :   nut  เมื่อ :   19/3/2550 14:33:01  E-mail :    hotdog07-2550@hotmail.com
 
ความคิดเห็นที่ :
 5
 
 2.1) แนวทางการพัฒนา จังหวัดระยอง
แนวทางการพัฒนาจังหวัดระยองได้มีการศึกษาวิเคราะห์ และกำหนดเป็นกรอบในการดำเนินการที่ชัดเจน เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของรัฐบาล และกลุ่มนักธุรกิจเอกชนในการเข้ามาลงทุน
ในพื้นที่ โดยสามารถกล่าวโดยสังเขปได้ดังนี้
(1) วิสัยทัศน์ของจังหวัด
เป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรม ศูนย์กลางด้านเกษตรกรรมและการท่องเที่ยวที่ได้ “มาตรฐานสากล”
(2) เป้าประสงค์ของจังหวัด
- เป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรม
- เป็นศูนย์กลางด้านเกษตรกรรม
- เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่ได้มาตรฐานสากล
(3) ประเด็นยุทธศาสตร์ของจังหวัด
- เป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมและพลังงานของภูมิภาค ควบคู่ไปกับการพัฒนาที่ยั่งยืนของสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม
- การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร เช่น ผลไม้หลัก ได้แก่ ทุเรียน มังคุด และผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมแปรรูป
- การเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวหลักกับแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ ในเชิงพาณิชย์

2.2) แนวทางพัฒนาของนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด
ในการบริหารจัดการเพื่อให้เกิดพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรมภายในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดอย่างมีประสิทธิภาพ
(1) วิสัยทัศน์
- เป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ปิโตรเลียม และระบบขนส่งที่ทันสมัยที่สุด
ในภาคตะวันออก
- มีมาตรฐานด้านระบบสาธารณูปโภค การจัดการสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยเป็นมาตรฐานสากล
- มีคุณประโยชน์ เป็นแหล่งเรียนรู้ มีคุณค่าต่อชุมชนตลอดจนสังคมโดยรวม


(2) ภารกิจ
  คุณ :   nut  เมื่อ :   19/3/2550 14:33:30  E-mail :    hotdog07-2550@hotmail.com
 
ความคิดเห็นที่ :
 6
 
 ขั้นตอนที่ 3 การศึกษามูลเหตุการประกาศเขตควบคุมมลพิษในพื้นที่มาบตาพุด
อ้างถึงพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 และกฎหมาย
ที่เกี่ยวข้อง หมวด 4 การควบคุมมลพิษ ส่วนที่ 3 เขตควบคุมมลพิษ มาตราที่ 59 ที่ว่า “ในกรณีที่ปรากฏว่า
ท้องที่ใดมีปัญหามลพิษ ซึ่งมีแนวโน้มที่ร้ายแรงถึงขนาดเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน หรือ
อาจก่อให้เกิดผลกระทบเสียหายต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม ให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) มีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษา กำหนดให้ท้องที่นั้นเป็นเขตควบคุมมลพิษ เพื่อดำเนินการควบคุม ลด และ
ขจัดมลพิษได้”
มติที่ประชุมของ กก.วล.ครั้งที่ 10/2548 วันที่ 19 กันยายน 2548 ให้กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) รวบรวมข้อมูลและประเมินสถานการณ์ปัญหามลพิษในบริเวณพื้นที่มาบตาพุด เพื่อประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษ และต่อมาได้ประชุมนัดพิเศษวันที่ 10 ตุลาคม 2548 มีมติให้ศึกษาความเป็นไปของการประกาศเขตควบคุมมลพิษภายใน 60 วัน
กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) และสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ (สผ.) เชิญผู้แทนการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.)และหน่วยงาน/ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง กระทรวง-พลังงาน และสภาอุตสาหกรรมเข้าร่วมประชุมชี้แจงหารือ เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะประกาศเขตควบคุมมลพิษ ภายใน 60 วัน โดยมีมูลเหตุในการนำไปสู่การประกาศเขตควบคุมมลพิษ ดังนี้
3.1) ผลการตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อมเกินค่ามาตรฐานที่กำหนด ได้แก่
- คุณภาพน้ำในบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเลมาบตาพุดมีค่าเกินมาตรฐาน (ฟอสเฟต ตะกั่ว และแอมโมเนีย)
- ผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำทิ้งจากนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด มีค่าซีโอดีเกินมาตรฐาน
- ตรวจพบปริมาณสารระเหยอินทรีย์ในบรรยากาศมีค่าสูง
3.2) ผลการศึกษาด้านอากาศโดยแบบจำลองทางคณิตศาตร์เกินมาตรฐาน
- ผลการศึกษาโดยแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ทางอากาศที่ผ่านมา ทำให้พบว่าพื้นที่บริหารจัดการไม่มีความสามารถในการรองรับ
- ระดับความเข้มข้นของมลพิษจากการทำนายโดยแบบจำลองเกินมาตรฐาน
3.3) พบความสัมพันธ์เชื่อมโยงปัญหาด้านสุขภาพกับกิจกรรมทางอุตสาหกรรม 3.4) ความไม่เพียงพอของระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน
- ข้อมูลการจัดการกากของเสียอันตรายมีความคาดเคลื่อน และมีแนวโน้มของ
ความไม่เพียงพอในการรองรับ
- พื้นที่กำจัดขยะเทศบาลมาบตาพุด 33 ไร่ ใช้งานแล้ว 13.7 ไร่ ทำให้เหลือความสามารถในการรองรับเพียง 1 ปี 6 เดือน

ขั้นตอนที่ 4 การศึกษาโครงสร้างการจัดการและวิธีการดำเนินการตามแนวทางเขตควบคุมมลพิษ
จากการสำรวจเอกสาร พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 หมวด 4 การควบคุมมลพิษ ส่วนที่ 3 เขตควบคุมมลพิษ พบว่า เขตควบคุมมลพิษ มีโครงสร้างประกอบจาก
5 ส่วนหลัก ดังนี้
ส่วนที่ 1) การกำหนดมาตรฐานการควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิด
ส่วนที่ 2) การกำหนดประเภทของแหล่งกำเนิดมลพิษ
ส่วนที่ 3) องค์กรในการบริหารที่เกี่ยวข้อง
- ผู้ว่าราชการจังหวัด : กำหนดมาตรฐานควบคุมมลพิษ จาก
แหล่งกำเนิดให้เข้มงวดกว่ามาตรฐานที่ใช้อยู่
- เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น : จัดทำแผนปฏิบัติการ
ส่วนที่ 4) มาตรการด้านกฎหมาย
- สำรวจและเก็บข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดมลพิษ
- แสดงรายละเ ** ยดประเภท จำนวน และขนาดของแหล่งกำเนิดมลพิษ
- การศึกษาวิเคราะห์ ประเมินสถานภาพมลพิษ
- ขอจัดสรรเงินงบประมาณและเงินกองทุน เพื่อสร้างหรือดำเนินงานระบบบำบัด
น้ำเสียรวม
ส่วนที 5) แผนปฏิบัติการ
- แผนควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิด
- แผนการจัดหาระบบบำบัดน้ำเสียรวม
- แผนการจัดการเก็บภาษีอากร เพื่อดำเนินการและบำรุงรักษา
- แผนการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อป้องกันและปราบปรามการละเมิด
  คุณ :   nut  เมื่อ :   19/3/2550 14:33:59  E-mail :    hotdog07-2550@hotmail.com
 
ความคิดเห็นที่ :
 7
 
 ขอบคุณคุณนัทมากครับที่ให้ข้อมูล
  คุณ :   จป.ระยอง  เมื่อ :   19/3/2550 14:53:19  E-mail :   
 
ความคิดเห็นที่ :
 8
 
 รายงานวิเคราะห์กรณีศึกษาปัญหามลพิษจากพื้นที่ อุตสาหกรรมมาบตาพุด

ปัญหามลพิษจากพื้นที่อุตสาหกรรมมาบตาพุดเกิดจากการกำจัดกากของเสียที่เกิดจากกระบวนการผลิตไม่ถูกต้อง และการไม่คำนึงถึงปัญหามลพิษทางอากาศ และผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยาที่จะเกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตและเมื่อเกิดขึ้นแล้วยังไม่ตระหนักถึงการแก้ไขปัญหา ทำให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพกับประชาชนใกล้เคียง จนเกิดการฟ้องร้องเรียกร้องค่าเสียหาย และปัญหา ** กส่วนหนึ่งมาจากภาครัฐที่อนุญาตให้โรงงานตั้งในเขต Buffer Zone ทำให้พื้นที่แนวกันชนหรือพื้นที่ว่างระหว่างโรงงานอุตสาหกรรมกับชุมชน เพื่อป้องกัน อุบัติเหตุหรือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหายไป จึงทำให้เกิดปัญหาตามมา
ในฐานะนักจัดการสิ่งแวดล้อมต้องการลดปัญหามลพิษจากพื้นที่อุตสาหกรรมมาบตาพุด ได้วิเคราะห์ข้อดี – ข้อเสียของโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดพอสังเขปได้ดังนี้
ข้อดี 1. โรงงานมีการรวมตัวของผู้บริหารดี
2.โรงงานมีระบบการทำงานภายในที่เข้มแข็ง
3. ชุมชนในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดมีความเข้มแข็ง
ข้อเสีย 1.การทำงานของนิคมขาดความรับผิดชอบ
2. องค์กรเอกชนไม่เข้มแข็ง
3. ประชาชนยังขาดความรู้และการมีส่วนร่วมรับรู้การทำงานของโรงงานที่ส่งผลกระทบถึงสิ่งแวดล้อม
4. ปัญหาจากภาครัฐที่ไม่ควบคุมการทำงานของนิคมจึงไม่ทราบผลการทำงานขององค์กรมากนัก
ในการแก้ไขปัญหาแยกเป็นประเด็นๆ ได้ดังนี้
  คุณ :   นัท  เมื่อ :   19/3/2550 15:19:35  E-mail :    hotdog07-2550@hotmail.com
 
ความคิดเห็นที่ :
 9
 
 ประเด็นพลังกลุ่ม
พลังกลุ่ม หมายถึง บุคคลสองคนหรือมากกว่ามามีปฏิสัมพันธ์กันทำให้แต่ละบุคคลมีอิทธิพลและได้รับอิทธิพลต่อกันและกัน
ในฐานะนักจัดการสิ่งแวดล้อมต้องการให้ปัญหามลพิษทางอากาศและผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยาลดลง หรือหมดไปควรมีการพัฒนาให้เกิดพลังกลุ่มเพื่อให้มีอำนาจในการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น และควรมีการพัฒนาพลังกลุ่มให้สามารถป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมในด้านอื่นๆ ** กด้วย เพื่อให้เกิดความรักความสามัคคีร่วมกันดูแลสิ่งแวดล้อมในชุมชนแบบยั่งยืน โดยมีลักษณะการดำเนินงานดังนี้
1. องค์กรภายในโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม
1.1 ด้านผู้บริหาร
- กำหนดนโยบายและทิศทางการบริหาร / แผนการปฏิบัติงานที่ชัดเจนเพื่อเป็นแนวทางให้พนักงานปฏิบัติ
- ให้การสนับสนุนด้านปัจจัยต่างๆ เช่น ด้านการเงิน ความรู้ เป็นต้นเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปได้ด้วยดี
- ผู้บริหาร ต้องปฏิบัติตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีและปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด
- ผู้บริหารหลายๆโรงงานในนิคมควรรวมกลุ่มกันเพื่อมีอำนาจต่อรองกับการนิคมอุตสาหกรรม
- รวมกลุ่มจัดตั้งองค์กรต่างเพื่อพัฒนาการป้องกันการเกิดมลพิษทางสิ่งแวดล้อมเพื่อความปลอดภัยของประชาชน
1.2 ด้านพนักงานในองค์กร
- พนักงานมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน
1. ให้พนักงานมีส่วนร่วมในการดำเนินงานต่างๆที่จะแก้ปัญหามลพิษทางอากาศการป้องกันอุบัติเหตุจากสารเคมี กากสารพิษอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้น
2. ให้พนักงานมีส่วนร่วมในการค้นหาข้อเท็จจริงของปัญหาร่วมกัน วิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหามลพิษทางอากาศที่แท้จริงว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร
3. ให้พนักงานมีร่วมกันจัดระบบการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาและป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น และให้ปฏิบัติตามแผนงานที่จัดทำขึ้น
4. มีการประเมินผลที่ได้ว่าสามารถช่วยแก้ปัญหามลพิษทางอากาศได้มากน้อยเพียงใดเพื่อนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์และร่วมกันคิดปรับปรุงระบบการทำงานใหม่ให้ดีขึ้น
  คุณ :   นัท  เมื่อ :   19/3/2550 15:20:00  E-mail :    hotdog07-2550@hotmail.com
 
ความคิดเห็นที่ :
 10
 
 5. สนับสนุนให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อลดปัญหามลพิษทางอากาศ ,อุบัติเหตุจากสารเคมีก็จะค่อยๆถูกแก้ไขหมดไป
6. กำหนดมาตรการการปฏิบัติและการป้องกันปัญหามลพิษทางอากาศ , อุบัติเหตุจากสารเคมีที่จะเกิดขึ้นใหม่ ให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ร่วมรับรู้ปัญหา และร่วมกันแก้ไข
การให้พนักงานมีส่วนร่วมในการดำเนินงานจะทำให้เกิดเป็นพลังกลุ่มสมาชิกในกลุ่มเกิดการยึดมั่นในกระบวนการอย่างยั่งยืน
- ทำงานเป็นทีม
เราในฐานะที่เป็นผู้จัดการฝ่ายสิ่งแวดล้อมควรทำดังนี้
1. สนับสนุนการทำงานการสร้างสรรค์ของพนักงานให้ผลิตผลงานออกมาด้วยวิธีการต่างๆ เช่น สนับสนุนงบประมาณ , สนับสนุนข้อมูลความรู้ เพื่อให้พนักงานเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น และหาแนวทางแก้ไข รวมทั้งการป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นใหม่ ** ก
2. สร้างกระแสโดยนำผลงานของพนักงานในกลุ่มไปขยายผลให้พนักงานอื่นทราบและเกิดความเข้าใจในปัญหา จนเกิดการตระหนักและเข้าร่วมเป็นทีมเดียวกัน ซึ่งจะมีผลให้เกิดการปรับแนวคิดและพฤติกรรมของสมาชิกในทีม นำไปสู่การแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนต่อไป

- สร้างพลังกลุ่ม
การสร้างพลังกลุ่มให้เกิดการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ และสิ่งแวดล้อมควรทำดังนี้ . 1. พัฒนาศักยภาพของพนักงานให้มีความรู้ ความเข้าใจ จนเกิดทัศนะที่ถูกต้องในการจัดการดูแลปัญหา
2. สนับสนุนให้พนักงานเข้ารับการอบรมหรือดูงานจากหน่วยงานภายนอกที่มีการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศและสิ่งแวดล้อมเพื่อเพิ่มศักยภาพของพนักงานและสามารถเป็นกระบอกเสียงแทนโรงงานได้ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการทำงาน การดำเนินชีวิตและสิ่งแวดล้อมต่างๆ ให้เอื้อต่อการแก้ปัญหาร่วมกันอย่างสันติ ทำให้เกิดความรักความสามัคคี ความภาคภูมิใจในตนเอง
- สร้างกิจกรรมสัมพันธ์
1. สนับสนุนให้ผู้บริหารมีการสังสรรค์ทำกิจกรรมกลุ่มร่วมกับพนักงาน
2. สนับสนุนให้มีเวทีสัมพันธ์เพื่อแสดงความคิดเห็น
3. มีการให้รางวัลผู้ที่ทำดีและสร้างสรรค์




2. ด้านองค์กรภายนอก
2.1 ด้านชุมชน
- ประสานงานกับผู้นำชุมชน
ประสานงานกับผู้นำชุมชนในละแวกใกล้เคียง เพื่อสร้างความรู้สึกที่ดีโดยพนักงานภายในโรงงานเข้าร่วมทำกิจกรรมและใกล้ชิดกับประชาชนในละแวกใกล้เคียงเพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้กับประชาชนโดยเคารพในสิทธิส่วนบุคคล ยอมรับความคิดเห็นของบุคคลอื่น
- ค้นหาปัญหาที่เกิดในชุมชน
รับฟังหรือค้นหาปัญหาที่เกิดในชุมชน เช่น โรคที่เกิดกับประชาชนในละแวกใกล้เคียงที่เกิดจากฝุ่นละอองและมลพิษทางอากาศที่โรงงานอุตสาหกรรมปล่อยออกมา และนำปัญหาของประชาชนเข้ามาแก้ไขหาทางป้องกัน
  คุณ :   นัท  เมื่อ :   19/3/2550 15:20:29  E-mail :    hotdog07-2550@hotmail.com
 
ความคิดเห็นที่ :
 11
 
 - สนับสนุนกองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน . สนับสนุนกองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในละแวกใกล้เคียงหรือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อสร้างความเจริญให้แก่ชุมชนและคุณภาพชีวิตของราษฎรให้ดีขึ้นทั้งในด้านการศึกษา การประกอบอาชีพ การสารธารณสุขและการสาธารณูปโภค
- ให้ความรู้แก่ประชาชน
1. เปิดโรงงานให้ประชาชนเข้าเยี่ยมชม
2. สร้างความรู้และความเข้าใจเรื่องมาตรการการป้องกันการเกิดมลพิษแก่สิ่งแวดล้อมและชุมชนรวมทั้งแนวทางที่จะพัฒนาต่อไป
2.2 ด้านนิคมอุตสาหกรรม
- พยายามผลักดันให้การนิคมอุตสาหกรรมเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมและชุมชน
- ผลักดันให้การนิคมเข้ามามีบทบาทร่วมในการจัดตั้งกลุ่มป้องกันมลพิษที่เกิดจากโรงงาน อุตสาหกรรม เช่น Safty Club
- ผลักดันให้การนิคมเข้ามามีบทบาทในการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศและจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น
2.3 ด้านภาครัฐ
- ควรเข้ามาตรวจสอบการทำงานของการนิคมอุตสาหกรรมบ้างเพื่อกระตุ้นให้การนิคมอุตสาหกรรมเกิดการพัฒนาในชุมชนและสิ่งแวดล้อม
- จัดอบรมให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ของการนิคมอุตสาหกรรมเป็นระยะๆเพื่อพัฒนาศักยภาพการทำงาน
2.ประเด็นการขัดเกลาทางสังคม

การขัดเกลาทางสังคม คือ การปรับเปลี่ยนและการอนุโลมตามของบุคคลต่อเงื่อนไขทางสังคม ทำให้เกิดการพัฒนาบุคคลนำสู่ความเป็นมนุษย์ โดยมีแนวทฤษฎี โครงสร้าง และหน้าที่ , และแนวทฤษฎีการปฏิสังสรรค์สัญลักษณ์เป็นหลัก โดยเกี่ยวข้องกับการก่อรูปดำรงเปลี่ยนแปลงเอกลักษณ์ของบุคคลดังนั้นจึงเป็นตัวชี้นำพฤติกรรมของบุคคล นำไปสู่ความหลากหลายของทัศนะในทางจัดการสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรม
ในฐานะนักจัดการสิ่งแวดล้อมควรมีบทบาทดังนี้
1. ภายในองค์กร
ภายในองค์กรควรมีการปลูกฝังให้ผู้บริหารและพนักงานมีความภักดีและยึดมั่นผูกพันในองค์กร ขจัดปัญหาความขัดแย้งภายในองค์กร โดย
- จัดอบรมพนักงานตั้งแต่แรกเข้าปฏิบัติงานเพื่อให้รู้จักพื้นที่ และระเบียบ กฎกติกาข้อตกลงขององค์กร รวมทั้งสิ่งแวดล้อมภายในโรงงาน
- ให้ความรู้แก่พนักงานจัดให้มีการอบรมและทดสอบวิธีการปฏิบัติงานในแต่ละแผนกเพื่อให้เกิดความมั่นใจในการปฏิบัติงานและลดความเสี่ยงการเกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม
- จัดทำแผนการและวิธีการปฏิบัติงาน เพื่อให้พนักงานปฏิบัติตามได้ถูกต้องและถูกขั้นตอนทั้งในภาวะปกติและภาวะฉุกเฉิน
- จัดทรรศนะศึกษาให้กับพนักงานเพื่อพัฒนาความคิด นำสิ่งที่ดีจากโรงงานอื่นมาพัฒนาในหน่วยงานของตน
-จัดให้มีการดูแลด้านสวัสดิการของพนักงานอย่างชัดเจนและจริงจังเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้พนักงานปฏิบัติงาน รวมทั้งให้รางวัลแก่ผู้ทำดีและมีความคิดสร้างสรรค์
- มีนโยบายและวิธีการประเมินคุณภาพการทำงานของพนักงาน โดยอาจใช้มาตรฐานคุณภาพ มอก18000 หรือ ISO 14000 เป็นเกณฑ์
- เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ หรือผู้มีประสบการณ์ที่ประสบความสำเร็จทั้งภาครัฐ และ เอกชนให้ความรู้และ ขัดเกลาพฤติกรรมของพนักงาน และให้คำแนะนำในการแก้ปัญหา
- จัดระบบการป้องกันอันตรายต่อสุขภาพของพนักงาน เพื่อให้พนักงานเกิดความมั่นใจในการทำงาน
- สร้างความรักความสามัคคีภายในองค์กรทั้งผู้บริหารและพนักงานให้มีความกลมเกลียวกัน
- กำหนดบทบาท หน้าที่ของแต่ละฝ่ายให้ชัดเจน เพื่อป้องกันการขัดแย้งภายในองค์กร
- จัดกิจกรรม OD เพื่อปรับเปลี่ยนละลายพฤติกรรม เพื่อให้เกิดความรักความสามัคคีภายใน องค์กร


2. ภายนอกองค์กร
2.1 ด้านประชาชน
- ส่งเสริมให้มีการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างพนักงานกับประชาชนในละแวกใกล้เคียงเช่น จัดกิจกรรมให้พนักงานและประชาชนในละแวกใกล้เคียงได้มีการทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อให้เกิดความสนิทสนม และลดปัญหารุนแรงอันอาจจะเกิดขึ้นได้ในภายหน้า
- สนับสนุนกองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน สนับสนุนกองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในละแวกใกล้เคียงหรือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อสร้างความเจริญให้แก่ชุมชนและคุณภาพชีวิตของราษฎรให้ดีขึ้นทั้งในด้านการศึกษา การประกอบอาชีพ การสารธารณสุขและการสาธารณูปโภค
- เปิดโรงงานให้บุคคลภายนอกเข้าเยี่ยมชม เพื่อรับทราบข้อมูลวิธีการแก้ปัญหาของโรงงานและแนวทางพัฒนาต่อไปจุดประสงค์ให้ประชาชนเป็นกระบอกเสียงที่ดีของโรงงานต่อไป
2.2 ด้านการนิคมฯ
- สนับสนุนให้ผู้บริหารโรงงานหลายๆโรงรวมกลุ่มผลักดันให้การนิคมฯเข้ามามีบทบาทการแก้ไขปัญหาที่เกิดในชุมชน
  คุณ :   นัท  เมื่อ :   19/3/2550 15:20:50  E-mail :    hotdog07-2550@hotmail.com
 
ความคิดเห็นที่ :
 12
 
 3. ประเด็นการประชาสัมพันธ์
การประชาสัมพันธ์เป็นการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกลุ่มผู้เกี่ยวข้องในการจัดการสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความนิยมและความเข้าใจอันดีระหว่างสถานประกอบการและประชาชน ป้องกันและรักษาชื่อเสียงของสถานประกอบการ แก้ไขความเข้าใจผิดของสังคมที่มีต่อสถานประกอบการ และประชาสัมพันธ์เพื่อร่วมมือกันป้องกัน ควบคุม และแก้ไขปัญหาโดยมีการกำหนดกลุ่มประชากรเป้าหมาย การเลือกสื่อให้เหมาะสม การดำเนินการและการประเมินผลการประชาสัมพันธ์ การประชาสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับองค์กรหลายฝ่ายเช่น กลุ่มพนักงานและผู้บริหาร , เจ้าหน้าที่ของรัฐ , สื่อมวลชน , ประชาชนในชุมชนที่เกี่ยวข้อง และองค์กรพัฒนาเอกชน ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันป้องกัน ควบคุม และแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ ทั้งในภาวะปกติและในภาวะฉุกเฉิน
ในฐานะนักจัดการสิ่งแวดล้อมต้องการลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างโรงงานกับประชาชนควรมีการประชาสัมพันธ์ ดังนี้
1. ภายในองค์กร
- อบรมพนักงานให้ทราบถึงวิธีการปฎิบัติงาน ทั้งในด้านการผลิตและการป้องกันมลพิษของโรงไฟฟ้า เพื่อให้พนักงานเป็นตัวแทนของโรงงานชี้แจงต่อประชาชนได้
- ชี้แจงแผนการป้องกันมลพิษที่เกิดจากกระบวนการผลิตไฟฟ้าทั้งในภาวะปกติ และภาวะฉุกเฉิน
แผนการป้องกันมลพิษในภาวะปกติ
- เตรียมข้อมูลสภาพปัญหามลภาวะทางอากาศที่เกิดขึ้นและวิธีการแก้ไขปัญหาที่ทางหน่วยงานได้ดำเนินการไปแล้ว และสภาพปัญหาที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น
- กำหนดประชากรกลุ่มเป้าหมายต่างๆที่จะประชาสัมพันธ์ให้ทราบ เช่น พนักงานผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ของรัฐ สื่อมวลชน ประชาชนในชุมชน องค์การเอกชน
- เลือกสื่อที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายต่างๆ รวมทั้งการใช้สื่อสารและรูปแบบร่วมกัน เช่น แผ่นพับ วารสาร โปสเตอร์ นิทรรศการ วิทยุกระจายเสียง ภาพยนตร์โฆษณา วีซีดี ซีดีรอม หรือการใช้สื่อบุคคลในการชี้แจงประชาสัมพันธ์
- ดำเนินการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อที่ได้เลือกไว้ไปยังกลุ่มเป้าหมาย เช่น ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่เกี่ยวข้องทราบ โดยใช้สื่อหอกระจายเสียงในหมู่บ้าน ด้วยการจัดทำเทปข้อมูลการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศที่โรงงานได้ดำเนินการไปแล้ว และผลที่เกิดขึ้น ส่งให้หมู่บ้านต่างๆเปิดกระจายเสียงให้ประชาชนทราบ
- จัดทำบอร์ดนิทรรศการและแจกแผ่นพับประชาสัมพันธ์ในโรงงานให้พนักงาน ผู้บริหาร และผู้มาติดต่องาน ,ประชาชน ได้รับทราบข้อมูลการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศที่ได้ดำเนินการไปแล้วและแผนการพัฒนาต่อไปรวมทั้งมาตรการการป้องกันต่างๆที่ต้องร่วมกันทำ , การจัดทำสื่อสิ่งพิมพ์และอิเล็กทรอนิกส์ส่งไปยังหน่วยงานราชการอื่นๆ องค์การเอกชน และสื่อมวลชน ให้นำไปขยายการประชาสัมพันธ์ต่อไป
- ติดตามประเมินผลการประชาสัมพันธ์ โดยอาศัยแบบประเมิน แบบสอบถาม การแสดงความคิดเห็นผ่านทาง ** เมล์ และข้อร้องเรียนต่างๆที่เกิดขึ้น นำผลที่ได้จากการประเมินมาปรับปรุงแนวทางการประชาสัมพันธ์ครั้งต่อๆไป
- จัดให้มีการซ้อมแผนฉุกเฉินทั้งพนักงานโรงไฟฟ้าและประชาชนใกล้เคียง เพื่อรองรับเมื่อเกิดภาวะฉุกเฉินจะได้ปฏิบัติได้ถูกต้องและปลอดภัย

แผนการป้องกันมลพิษในภาวะฉุกเฉิน
- จัดทำแผนฉุกเฉินเมื่อเกิดมลภาวะทางอากาศในกรณีฉุกเฉินขึ้น กำหนดวิธีการแจ้งให้พนักงาน, ผู้บริหาร และประชาชนผู้เกี่ยวข้องทราบอย่างเหมาะสม
- เตรียมความพร้อมของผู้เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ,มีการซ้อมแผนอุบัติเหตุทุกปี
- จัดสถานที่อพยพประชาชนเมื่อเกิดภาวะฉุกเฉิน

2. ภายนอกองค์กร
2.1 ด้านประชาชน
- เปิดให้ประชาชนภายนอกเข้าเยี่ยมชมโรงงาน ให้ผู้เยี่ยมชมทราบถึงมาตรการป้องกันมลพิษทางสิ่งแวดล้อมที่ทางโรงงานได้ดำเนินการอยู่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนผู้เข้าเยี่ยมชมเป็นกระบอกเสียงแทนโรงงาน
- เข้าถึงผู้นำองค์กรเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับประชาชนได้ง่าย
- ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงมาตรการป้องกันมลพิษทางสิ่งแวดล้อมที่ทางโรงงานได้ดำเนินการอยู่ ผลงานที่ทำสำเร็จและที่กำลังดำเนินอยู่ โดยเลือกช่องทางการประชาสัมพันธ์ที่เหมาะสมกับประชาชน

2.2 ด้านการนิคมฯ
- ผลักดันให้การนิคมฯเป็นเจ้าภาพสร้างความเข้าใจอันดีกับประชาชน





4.ประเด็นด้านองค์กรพัฒนาเอกชน
  คุณ :   นัท  เมื่อ :   19/3/2550 15:21:17  E-mail :    hotdog07-2550@hotmail.com
 
ความคิดเห็นที่ :
 13
 
 5.ประเด็นการมีส่วนร่วมของประชาชน

การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในชุมชน เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความขัดแย้งจากการใช้ทรัพยากรและเป็นการใช้อำนาจอธิปไตยของประชาชนทางหนึ่ง
โรงงานเกิดปัญหาประชาชนร้องเรียนเรียกค่าเสียหายเป็นจำนวนมาก เพื่อลดปัญหาขัดแย้งกับประชาชนในฐานะนักจัดการสิ่งแวดล้อมควรมีแนวทางแก้ปัญหาดังนี้
-ให้ประชาชนมีส่วนร่วมรับรู้ข้อมูลในโครงการหรือกิจกรรมที่อาจมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัยหรือคุณภาพชีวิต
-ให้ประชาชนมีส่วนร่วมแลกเปลี่ยนทัศนะความคิดเห็นแสวงหาทางเลือกร่วมตัดสินใจ , ร่วมดำเนินการ
-ให้ประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบ , ร่วมรับผิดชอบ รับรู้การดำเนินการการผลิตและการป้องกันมลพิษทางสิ่งแวดล้อม
- สนับสนุนให้องค์กรพัฒนาเอกชนเข้ามามีส่วนผลักดันให้ประชาชนในชุมชนเกิดความสามัคคี ให้ความรู้ชี้แนะให้ประชาชนเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ ปลูกฝังให้เกิดความรักในพื้นที่ที่ตนอยู่ เพื่อช่วยกันรับผิดชอบสังคมของตนเอง เฝ้าระวังภัยอันจะเกิดจากสิ่งแวดล้อมและพัฒนาหาแนวทางป้องกันเพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชนในตำบล ปลูกฝังเรื่องการดูแลสุขภาพให้กับประชาชนเพราะเรื่องสุขภาพไม่ใช่เป็นเรื่องของคนใดคนหนึ่งแต่เป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคนในตำบลที่จะต้องช่วยเหลือกันและรับผิดชอบร่วมกัน
- ดำเนินงานเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกิจกรรมอาจทำได้โดย แจกเอกสารข้อเท็จจริง จัดทำวีดีทัศน์ , จัดตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสาร , สื่อผ่านวิทยุกระจายเสียง , หอกระจายข่าวชุมชน , จัดให้ประชาชนในตำบลได้เยี่ยมชมหรือทัศนะศึกษา , จัดโครงการเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ข้อมูล , เสริมสร้างความเข้าใจที่ดีให้กับประชาชน
- สนับสนุนให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อหาข้อสรุปในข้อขัดแย้ง
- สนับสนุนรับประชาชนใกล้เคียงโรงงานมาเป็นพนักงานเพื่อลดปัญหาข้อขัดแย้ง
  คุณ :   นัท  เมื่อ :   19/3/2550 15:21:45  E-mail :    hotdog07-2550@hotmail.com
 
ความคิดเห็นที่ :
 14
 
 6. ประเด็นองค์กรนายจ้างและลูกจ้าง
1. องค์กรนายจ้าง
องค์กรนายจ้างเป็นองค์กรที่เกิดจากการรวมตัวกันของฝ่ายนายจ้างเพื่อผลประโยชน์ทางด้านธุรกิจและการพัฒนาความเจริญก้าวหน้าของธุรกิจ ปรึกษาหารือเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เมื่อมีปัญหาหรืออุปสรรคต่อธุรกิจ โดยมีวัตถุประสงค์สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกจ้าง และส่งเสริมด้านการศึกษา
เนื่องจากโรงงานในนิคมฯองค์กรนายจ้างมีการรวมตัวกันเข้มแข็งอยู่แล้ว นักจัดการสิ่งแวดล้อมคงไม่ต้องทำอะไรมากนอกจากให้การสนับสนุนดังต่อไปนี้ - กำหนดเป้าหมายขององค์กรให้ชัดเจนและให้ผู้บริหารดำเนินการตามวัตถุประสงค์ขององค์กร
- จัดกิจกรรมละลายพฤติกรรมเพื่อให้ผู้บริหารเกิดความสามัคคีกันและร่วมกันแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ประชาชนในละแวกใกล้เคียงโรงไฟฟ้าประสบอยู่
- กำหนดมาตรการในการลดปริมาณมลพิษทางอากาศให้ชัดเจน ดังนี้
1.ให้ผู้บริหารเห็นความสำคัญของการแก้ไขป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อม
2.กำหนดนโยบายแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน
3.สนับสนุนทั้งด้านงบประมาณ , บุคลากร , องค์ความรู้ให้กับพนักงาน
4. มีนโยบายจัดสวัสดิการที่ดี และการป้องกันมลพิษที่ดีให้กับพนักงาน
2. องค์กรลูกจ้าง
เกิดจากการรวมตัวกันของลูกจ้างเพื่อสร้างอำนาจการต่อรองทางเศรษฐกิจ และการปรับปรุงสภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของลูกจ้างให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงการปรับปรุงสภาพการทำงานเป็นองค์กรแบบประชาธิปไตยโดยเปิดโอกาสให้ลูกจ้างมีส่วนร่วมพัฒนาชาติบ้านเมือง ในการทำงานลูกจ้างก็ควรอยู่ในขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบด้วย
ในฐานะนักจัดการสิ่งแวดล้อมต้องการลดปัญหาการขัดแย้ง ความสัมพันธ์ของนายจ้างและลูกจ้างให้เป็นไปในทางที่ดีได้ดังนี้
1. จัดตั้งคณะกรรมการไตรภาคี หรือสหภาพแรงงานในโรงงานเพื่อยุติปัญหาข้อขัดแย้งระหว่างผู้บริหารกับพนักงาน
2.จัดกิจกรรมที่ทำร่วมกันระหว่างผู้บริหารกับพนักงาน เพื่อให้เกิดความสามัคคีกัน
3.กำหนดบทบาท หน้าที่ของพนักงานแต่ละแผนกให้ชัดเจน
4.เปิดโอกาสให้พนักงานได้แสดงความคิดเห็น และความต้องการ
5.ให้พนักงานได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมและแก้ไขปัญหา
6. จัดสวัสดิการที่ดี และการป้องกันมลพิษที่ดีให้กับพนักงาน
  คุณ :   นัท  เมื่อ :   19/3/2550 15:22:36  E-mail :    hotdog07-2550@hotmail.com
 
ความคิดเห็นที่ :
 15
 
 ขอขอบคุณเจ้าของกระทู้ ที่ตั้งกระทู้ดีๆ มีสาระ

ขอขอบคุณคุณนัท ที่ให้ข้อมูลดีๆ มีสาระ เป็นแนวทางที่ดีและเปิดหูเปิดตาให้คนที่รู้น้อย อย่างกระผมได้เห็นแนวทางการจัดการที่ดีๆ อย่างนี้

ขอบคุณ npc ที่จัดทำเว็บไซต์ดีๆ อย่างนี้เพื่อการเปิดกว้างทางความคิด

ขอบคุณครับมีประโยชน์มากๆ

ยาวครับแต่มีประโยชน์จริงๆ
  คุณ :   เปิดหูเปิดตา  เมื่อ :   19/3/2550 20:34:38  E-mail :   
 
ความคิดเห็นที่ :
 16
 
 ขอบคุณคุณนัทสำหรับข้อมูล ผมคงแย่จริงๆอ่านแล้วจับประเด็นหรือหาคำตอบในเรื่องที่ผมสงสัยและตั้งกระทู้ไม่ได้ครับ

คำถามคือถ้านิคมมาบตาพุดถูกเป็นเขตควบคุมมลพิษแล้วจะมีผลกระทบยังไงกับโรงงานปัจจุบันและโครงการในอนาคต เช่น
1.โรงงานปัจจุบันต้องถูกกำกับดูแลจากหลายหน่วยงานมากขึ้น ต้องเข้มงวดมากขึ้นในเรื่องการปล่อยและลดมลพิษ
2.โครงการในอนาคตต้องไม่มี ** กหรือมีได้แต่ต้องลงทุนเพิ่มในแง่อุปกรณ์ป้องกันมลพิษให้มีปัญหาน้อยที่สุด
เพราะถ้าอย่าง2ข้อแล้วก็เห็นจะมีแต่ข้อดีต่อประชาชนต่อประเทศ ไม่เห็นมีข้อเสียเลย ไม่เห็นต้องมีการคัดค้านไม่ให้ประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษกันเลย
  คุณ :   จป.มาบตาพุด  เมื่อ :   20/3/2550 11:37:41  E-mail :   
 
ความคิดเห็นที่ :
 17
 
 สงสัย ต้องขอให้ พี่ประกอบ ช่วยออกมาตอบให้หน่อยละมั้งครับ
  คุณ :   ยังไม่เคลียร์  เมื่อ :   24/3/2550 14:24:03  E-mail :   
 
ความคิดเห็นที่ :
 18
 
  ถ้าจะให้สรุปตอบ ขอคิดเงิน ค่า ที่ ปรึกษา ครับ เวลา เป็นเงิน เป็นทอง

วันลาเกือบ หมื่น
  คุณ :   nut  เมื่อ :   27/3/2550 17:35:53  E-mail :    hotdog07-2550@hotmail.com
 
ความคิดเห็นที่ :
 19
 
 ช่วยให้ความรู้หน่อยเถอะครับ
อย่าคิดเป็นเงินเป็นทองเลยครับ
  คุณ :   จป.มาบตาพุด  เมื่อ :   30/3/2550 8:41:58  E-mail :   
 
ความคิดเห็นที่ :
 20
 
 Wisdom เกิดจากการอ่านมาก ๆ แล้ว สรุป เป็น คำพูดที่ ดี ของอดีตนายกทักษิน
ครับผม
  คุณ :   นัท  เมื่อ :   30/3/2550 15:43:08  E-mail :    hotdog07-2550@hotmail.com
 
ความคิดเห็นที่ :
 21
 
 งงกับข้อความของคุณนัทจิงจิงเลย
  คุณ :   น้อ  เมื่อ :   30/3/2550 17:11:59  E-mail :   
 
ความคิดเห็นที่ :
 22
 
 คงต้องอ่านสรุปกันเองละครับ อย่าไปรบกวนเวลาอันมีค่าของคุณนัทดีกว่า แต่ผมว่าพี่ประกอบน่าจะมีบทสรุปดี ๆ ให้เราอ่าน และเข้าใจง่าย ๆ ได้แหง๋ม ๆ
  คุณ :   สายบัว  เมื่อ :   1/4/2550 12:11:02  E-mail :   
 
ความคิดเห็นที่ :
 23
 
 ตัวอย่าง การฟันธง ที่ ผิดพลาด ของคุณประกอบ

(๘ ชม ทำงาน กับ ๒๔ ชม อยู่ทั้ง คืน ทั้ง วัน มาตรฐาน ต่างกันนะครับ


(ถามว่า 10 PPM หรือ 31,900 ไมโครกรัมอันตรายหรือเปล่า ก็ต้องตอบว่า สำหรับคนงานที่หายใจเอา Benzene เข้าไป 31,900 ไมโครกรัม/อากาศ 1 ลูกบาศก์เมตร ในเวลา 8 ชั่วโมงต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์ 52 สัปดาห์ต่อปี เขาวิจัยมาแล้วว่าปลอดภัยครับ) ใคร วิจัย เมื่อปีใหน ครับ
ผมเข้าใจว่า เป็น ของ ACGIH สมัยมากกว่า ๔๐ ปี ก่อน ซึ่ง เขา เปลี่ยน เป้น ๑ พี พี เอ็ม มาหลาย สิบ ปีแล้ว ครับผม

คนที่ จะกล้า ฟันธง ต้องใจ กล้า ใจถึง และรับผิดชอบ

ซึ่ง บอกตรง ว่า ไม่อาจ รับผิด อันใหญ่นี้ได้
  คุณ :   nut  เมื่อ :   2/4/2550 9:00:11  E-mail :    hotdog07-2550@hotmail.com
 
ความคิดเห็นที่ :
 24
 
  ** กเรื่องหนึ่งมีน้อง Post มาถามว่า ถ้าประกาศเขตควบคุมมลพิษในมาบตาพุดแล้ว จะมีผลกระทบอย่างไร คำตอบคือ ถ้าพื้นที่ใดประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษต้องทำ 3 เรื่องครับ คือ

1. จัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อลดและขจัดมลพิษ
2. เอาแผนปฏิบัติการไปงบประมาณ จากงบประมาณประจำปี หรือจากกองทุนสิ่งแวดล้อม
3. ผู้ว่าราชการจังหวัดทำหน้าที่ควบคุมการปฏิบัติตามแผน

ถ้าดูจาก 3 เรื่องที่ต้องทำตามการประกาศเขตควบคุมมลพิษที่ว่า ผมว่ารัฐบาลนี้ก็ทำทั้ง 3 ข้อที่มาบตาพุดเรียบร้อยแล้ว ยกเว้นข้อ 3 ที่ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ควบคุม มาเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นผู้ควบคุมแทน ถ้าจะถามผมว่า ทำไมไม่ประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษซะเลย จะได้หมดเรื่องหมดราว ก็สารภาพครับว่าไม่ทราบจริงๆ แต่ถ้าให้เดา ผมเดาว่ารัฐบาลกลัวเสียภาพพจน์ในเรื่องการลงทุน กลัวว่าต่างชาติจะหนีไปลงที่จีน เวียดนาม และมาเลเซีย ที่มายืนกวักมือรอเป็นแถวอยู่ พบกันใหม่วันพฤหัสหน้าครับ

ประกอบ เพชรรัตน์
prakob@npc-se.co.th
  คุณ :   ปู  เมื่อ :   2/4/2550 12:52:50  E-mail :   
 
ความคิดเห็นที่ :
 25
 
 คุณ nut อยากโชว์อะไรหรือเปล่า เท่าที่อ่าน ๆ มา เหมือน ๆ จะรู้อะไรเยอะ แต่กล้าพอจะเขียนอะไรมาให้อ่าน ได้เข้าใจง่าย ดีกว่าไปลอกเขามา post ทั้งดุ้นนะครับ
  คุณ :   คนอ่าน  เมื่อ :   4/4/2550 20:07:40  E-mail :   
 
ความคิดเห็นที่ :
 26
 
 นั่นซิ ผมคนหนึ่งที่ติดตามอ่านฝีปาก เอ้ย ฝีมือ คุณนัท อยู่เหมือนกัน นึกว่า จะสละเวลาอันมีค่า มา post อะไร ดีดี ให้พวกเราอ่านกันบ้างซะ ** ก นะครับ
  คุณ :   ใจตรงกัน  เมื่อ :   10/4/2550 22:45:13  E-mail :   
 
ความคิดเห็นที่ :
 27
 
 แฉมาบตาพุดทำปชช.ป่วยมะเร็งกระฉูด
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 28 มิถุนายน 2550 07:57 น.
นักวิจัยแฉมาบตาพุดทำปชช.ป่วยมะเร็งกระฉูด เป็นสาเหตุการตายอันดับ 2 ของคนเมืองระยอง มะเร็งหลอดคอ หลอดลมใหญ่ และปอดมาเป็นอันดับแรก โฟกัสเฉพาะมาบตาพุดเป็นมะเร็งตับและท่อน้ำดีตายพุ่งอันดับแรก สธ.เร่งลงพื้นที่สำรวจสุขภาพชาวระยอง ** กครั้ง คาดทราบสถานการณ์สุขภาพล่าสุดสิ้นปีนี้

ดร.นลินี ศรีพวง นักวิชาการประจำสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค กล่าวในงานประชุมวิชาการ “การป้องกันควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ว่า ผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนจากสถานการณ์ความเสี่ยงภัยทางด้านสุขภาพที่กระทรวงสาธารณสุขรับผิดชอบดูแลอยู่ พบข้อมูลจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระยองในช่วงปี 2542-2547 พบว่า ประชากรเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งมากกว่าโรคอื่น ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของสำนักนโยบายและแผนสาธารณสุข ที่รายงานว่าปี 2545-2548 ในจ.ระยองได้รายงานสาเหตุการเสียชีวิตของประชาชนในพื้นที่ตายด้วยโรคมะเร็งสูงขึ้น และในปี 2548 ระบุสาเหตุการตาย 3 อันดับแรก ได้แก่ 15.03% กลุ่มสาเหตุภายนอกของการป่วยและตาย ถัดมาเป็น กลุ่มเนื้องอกและมะเร็ง12.74%และ กลุ่มโรคติดเชื้อและปรสิต12.61%

ดร.นลินี กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ข้อมูลในส่วนของข้อมูลการเสียชีวิตของประชาชนในจ.ระยองในช่วงปี 2536-2548 พบว่ามีแนวโน้มสูงขึ้น และในปี 2548 พบว่ามีการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในจ.ระยองสูงกว่าระดับประเทศประมาณ 83.74 คนต่อแสนประชากร และอวัยวะที่เป็นมะเร็งสูงสุดของคนระยองคือ มะเร็งหลอดคอหลอดลมใหญ่และปอดจำนวน 15.77 คนต่อแสนประชากร เฉพาะพื้นที่ต.มาบตาพุดและต.ห้วยโป่ง มีผู้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง 76.87 คนต่อแสนประชากร อวัยวะที่เป็นมะเร็งสูงสุดคือ มะเร็งตับและท่อน้ำดี16.71 คนต่อแสนประชากร รองลงมาคือมะเร็งหลอดคอ หลอดลมใหญ่ และปอด 6.68 คนต่อแสนประชากร และเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว 6.68 คนต่อแสนประชากร

ดร.นลินี กล่าวว่า ทั้งนี้จากข้อมูลล่าสุดของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ของกระทรวงสาธสารณสุขรายงานว่า ในช่วงเดือนมค.-กย.2549 จ.ระยองมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง 55.07 คนต่อแสนประชากร และจากข้อในปี 2544-2549 จ.ระยองมีผู้ป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจสูงกว่าระดับของประเทศ และเป็นกลุ่มโรคที่ประชาชนเข้าบริการสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นสวนทางกับแนวโน้มในระดับประเทศที่มีแนวโน้มลดลง นอกจากโรคมะเร็งแล้วก็ยังพบว่าประชาชนป่วยด้วยโรคผิวหนัง ภูมิแพ้และโรคระบบทางเดินหายใจ ”ดร.น.ส.นลินี กล่าว

“ จากการเจ็บป่วยและเสียชีวิตของประชาชนในเขตพื้นที่จ.ระยอง โดยเฉพาะต.มายตาพุดนั้น อาจสรุปได้ว่ามีการเจ็บป่วยจากการได้รับมลพิษเข้าสู่ร่างกาย แต่ในกรณีของการเป็นมะเร็งนั้นไม่สามารถบ่งชี้ได้ เนื่องจากมีหลายปัจจัยเป็นสาเหตุ”

ดร.นลินี กล่าวว่า ทั้งนี้ในส่วนของการดำเนินการจัดการปัญหาสุขภาพอนามัยของประชาชนในพื้นที่มาบตาพุดมาตรการที่ 3 ที่กระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้ดูแล มาตรการด้านการจัดการปัญหาสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ ได้เร่งดำเนินการระยะสั้น โดยต้นเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมาได้ไปอบรมเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดระยองในการสอบสวนโรคจากสารเคมี โดยจะลงสำรวจสุขภาพประชาชน โดยเก็บตัวอย่างปัสสาวะ และข้อมูลทางสุขภาพระหว่างวันที่ 20 มิย.-31 กค.และคาดว่าจะสามารถสรุปเป็นภาพรวมสถานการณ์สุขภาพของประชาชนในจ.ระยองได้อย่างเป็นแบบแผนและเป็นข้อมูลที่ล่าสุดภายในสิ้นปีนี้
  คุณ :   nut  เมื่อ :   28/6/2550 16:39:47  E-mail :    hotdog07-2550@hotmail.com
 
ความคิดเห็นที่ :
 28
 
 just test

Butwhy you ditub me all timeMR Rittichart insom
  คุณ :   nut  เมื่อ :   5/12/2551 5:59:07  E-mail :    hotdog07-2550@hotmail.com
 
 
 
 
 
    ตัวพิมพ์ใหญ่    ตัวเลข
  กรุณานำโค้ดจากด้านบนมากรอกในช่องด้วยค่ะ
 
สามารถใส่รูปได้เฉพาะ VIP MEMBER เท่านั้น เข้าระบบกรุณา Login เพื่อใช้สิทธิ์
20/9 Pakorn Songkhraorat Road, Tambon Map Ta Phut Amphur Muang Rayong, Rayong 21150, Thailand
TEL. : +66 (0) 3897-7700, +66 (0) 3897-7777 FAX. : +66 (0) 3897-7701, +66 (0) 3868-7700 E-mail : sales@npc-se.co.th
If you have any problems please contact : sewebmaster@npc-se.co.th